<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>veerapong-is-me</title>
	<atom:link href="http://veerapong.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://veerapong.wordpress.com</link>
	<description>me-is-veerapong</description>
	<lastBuildDate>Mon, 04 Jan 2010 14:48:37 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
<cloud domain='veerapong.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://s2.wp.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>veerapong-is-me</title>
		<link>http://veerapong.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://veerapong.wordpress.com/osd.xml" title="veerapong-is-me" />
	<atom:link rel='hub' href='http://veerapong.wordpress.com/?pushpress=hub'/>
		<item>
		<title>เสกสรรค์ ประเสริฐกุล : หนุ่มใหญ่ของวัยชรา</title>
		<link>http://veerapong.wordpress.com/2010/01/04/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a5-%e0%b8%ab%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://veerapong.wordpress.com/2010/01/04/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a5-%e0%b8%ab%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 04 Jan 2010 14:30:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>veerapong-is-me</dc:creator>
				<category><![CDATA[Documentary]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://veerapong.wordpress.com/?p=60</guid>
		<description><![CDATA[โดย วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์ มีข้อสังเกตหนึ่งผุดขึ้นหลังจากพอร์เทรตของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในวัย 60 ปรากฏบนหน้าปกนิตยสารรายเดือนฉบับหนึ่ง ข้อสังเกตนั้นมีอยู่ว่า &#8220;ทำไมแววตาของแกจึงเศร้านัก&#8221; วิคตอร์ อูโก เคยกล่าวว่า สี่สิบคือผู้เฒ่าของวัยหนุ่ม ส่วนห้าสิบคือคนหนุ่มของวัยชรา หกสิบปีของเขาจึงเป็นหนุ่มใหญ่ที่สุมขุมลุ่มลึก หลังจากข้อสังเกตนั้น ตามมาด้วยข้อถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอีกยกใหญ่ บ้างว่าแววตาคู่นั้นเป็นเช่นนี้มานานนม บ้างแย้งว่าแววตาคู่นี้เต็มไปด้วยความดุดัน บ้างว่าแววตานี้มีบางสิ่งผลิเกิดใหม่ แต่หลายเสียงพ้องต้องกันว่า แววตานั้นมีบางอย่างคงอยู่และจากไป 14 ตุลาคม 2516 ก่อนหน้าและหลังจากนั้น หากอนุญาตให้เปรียบเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2516 เป็นผืนฟ้ามืด ดอกไม้ไฟย่อมไม่ใช่ใครอื่น ในแง่มุมที่ทั้งสวยงามจับใจบางคน และแสงสาดบาดตาบางคนเช่นกัน หากถามคนรุ่นที่เกิดมาในวัฒนธรรมป็อป และโลกที่ทุกอย่างถูกยัดไว้ในอินเทอร์เน็ตว่า วีรกรรมอะไรที่พวกเราภาคภูมิ เราคงต้องเงียบเสียงไว้ หากมีโอกาสอ่านหนังสือเล่มที่ชื่อ มหาวิทยาลัยชีวิต &#8230; <a href="http://veerapong.wordpress.com/2010/01/04/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a5-%e0%b8%ab%e0%b8%99/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=veerapong.wordpress.com&amp;blog=2668691&amp;post=60&amp;subd=veerapong&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โดย วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์</p>
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-61" title="news_img_86824_1" src="http://veerapong.files.wordpress.com/2010/01/news_img_86824_1.jpg?w=291&#038;h=273" alt="" width="291" height="273" /></a></p>
<p>มีข้อสังเกตหนึ่งผุดขึ้นหลังจากพอร์เทรตของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในวัย 60 ปรากฏบนหน้าปกนิตยสารรายเดือนฉบับหนึ่ง</p>
<p>ข้อสังเกตนั้นมีอยู่ว่า &#8220;ทำไมแววตาของแกจึงเศร้านัก&#8221;</p>
<p>วิคตอร์ อูโก เคยกล่าวว่า สี่สิบคือผู้เฒ่าของวัยหนุ่ม ส่วนห้าสิบคือคนหนุ่มของวัยชรา</p>
<p>หกสิบปีของเขาจึงเป็นหนุ่มใหญ่ที่สุมขุมลุ่มลึก</p>
<p>หลังจากข้อสังเกตนั้น ตามมาด้วยข้อถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอีกยกใหญ่ บ้างว่าแววตาคู่นั้นเป็นเช่นนี้มานานนม บ้างแย้งว่าแววตาคู่นี้เต็มไปด้วยความดุดัน บ้างว่าแววตานี้มีบางสิ่งผลิเกิดใหม่</p>
<p>แต่หลายเสียงพ้องต้องกันว่า แววตานั้นมีบางอย่างคงอยู่และจากไป</p>
<p><strong>14 ตุลาคม 2516</p>
<p>ก่อนหน้าและหลังจากนั้น</strong></p>
<p>หากอนุญาตให้เปรียบเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2516 เป็นผืนฟ้ามืด ดอกไม้ไฟย่อมไม่ใช่ใครอื่น</p>
<p>ในแง่มุมที่ทั้งสวยงามจับใจบางคน และแสงสาดบาดตาบางคนเช่นกัน</p>
<p>หากถามคนรุ่นที่เกิดมาในวัฒนธรรมป็อป และโลกที่ทุกอย่างถูกยัดไว้ในอินเทอร์เน็ตว่า วีรกรรมอะไรที่พวกเราภาคภูมิ เราคงต้องเงียบเสียงไว้</p>
<p>หากมีโอกาสอ่านหนังสือเล่มที่ชื่อ มหาวิทยาลัยชีวิต</p>
<p>เสกสรรค์ ประเสริฐกุล บันทึกใน มหาวิทยาลัยชีวิต ไว้ว่า เขาสมัครเป็นนักศึกษาเข้าสังเกตการณ์การเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2512 การเป็นอาสาสมัครในครั้งนั้นสอนให้เขารู้จักบทเรียนแรกของประชาธิปไตยในสังคมไทย</p>
<p>ทหารกลุ่มหนึ่งเข้าคูหาเพื่อทำในสิ่งที่เรียกว่าสิทธิของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย แต่ด้วยพฤติกรรมที่ไม่อยู่ในกฎกติกาของนายทหารกลุ่มนั้น อีกทั้งนายทหารหน้าเดิมกลับมาลงคะแนนเกินโควตา ทำให้เขายื่นใบประท้วงด้วยกระดาษและวาจา</p>
<p>ผลสุดท้าย เขาและเพื่อนนักศึกษาที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ต้องแจ้นหนีนำหน้าก้อนอิฐที่ปลิวตามหลัง</p>
<p>ขณะที่ชีวิตในฐานะนักศึกษารัฐศาสตร์ของเขาก็ดูจะขัดแย้งกับผู้คนรอบข้าง เสกสรรค์ ประเสริฐกุล แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่า เขาไม่เอาด้วยกับระบบโซตัส</p>
<p>“ได้ข่าวว่าลื้อไม่ค่อยเคารพรุ่นพี่ใช่มั้ย”</p>
<p>“ก็แล้วแต่ว่าคนไหนดีไม่ดี” ผมตอบเรียบๆ (มหาวิทยาลัยชีวิต, 2531)</p>
<p>ผลสุดท้าย มีแก้วใบหนึ่งที่พุ่งเข้ามาอย่างเร็ว และเขาไม่มีโอกาสหลบ</p>
<p>ในช่วงปี 2515 เขากลายสภาพเป็นนักศึกษาที่เรียนไม่จบ ช่วงนี้เขามีโอกาสได้ทำงานในกองบรรณาธิการนิตยสารรายสัปดาห์ &#8220;วิทยาสาร&#8221; พร้อมๆ กับทำงานช่วยเหลือจัดตั้งคนยากจน เพื่อเป็นองค์กรช่วยเหลือตัวเองของกลุ่มคาทอลิก</p>
<p>ใครว่ามารยาทของนักเลงต้องแสดงออกด้วยกำปั้นและคำพูดไม่ง้อหูใคร เขาลาออกจากกองบรรณาธิการ &#8220;วิทยาสาร&#8221; หลังจากที่ ชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ หัวหน้ากองบรรณาธิการในขณะนั้น ซึ่งเป็นผู้ชักชวนเขาเข้าทำงานได้ลาออก ด้วยสาเหตุที่ &#8220;วิทยาสาร&#8221; ในห้วงนั้นได้มีการเปลี่ยนบรรณาธิการ</p>
<p>แต่เหตุผลการลาออกของเสกสรรค์ในคราวนั้นอาจถูกสะกดด้วยคำว่า &#8220;มิตรภาพ&#8221;</p>
<p>ปี 2516 เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เริ่มชีวิตนักศึกษาอีกครั้ง แต่ด้วยความเป็นนักศึกษาแก่หรือเด็กโข่ง ทำให้เขาถูกดึงเข้าสู่ขบวนการนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516</p>
<p>หากถามคนรุ่นที่เกิดมาพร้อมกับวัฒนธรรมป็อป และโลกที่ทุกอย่างถูกยัดไว้ในอินเทอร์เน็ต ว่าวีรกรรมอะไรที่พวกเราภาคภูมิ นอกจากต้องเงียบเสียงแล้ว เรายังต้องรื้อความหมายของคำว่า &#8220;วีรกรรม&#8221; เสียใหม่</p>
<p>เพราะเราอาจใช้คำคำนี้พร่ำเพรื่อ และผิดที่ผิดทางมากเกินไป และบางทีอาจหมายรวมถึงเฉดสีที่แอบแฝงผลพลอยได้ทางการเมือง</p>
<p><strong>14 พฤศจิกายน 2552 ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์</p>
<p>60 ปี ที่ไม่เคยมีงานฉลอง</strong></p>
<p>บ่ายวันนั้นในสถาบันปรีดี พนมยงค์ เต็มไปด้วยผู้คนหลากวัยหลายเจเนอเรชั่น ทั้งหมดต่างมา &#8220;ฟัง&#8221; และ &#8220;มอง&#8221; สิ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้ชายที่ชื่อเสกสรรค์ ประเสริฐกุล</p>
<p>บนจอภาพยนตร์ ภาณุ สุวรรณโณ เป็นภาพแทนของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในห้วงเวลาที่เข้าป่าเพื่อเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในภาพยนตร์เรื่อง 14 ตุลาฯ สงครามประชาชน หรือ คนล่าจันทร์</p>
<p>ปี 2518 นอกจากนักเลง เราพอจะกล่าวได้ว่า เสกสรรค์ ประเสริฐกุล มีสถานะนักรบพ่วงมาอย่างเต็มตัว</p>
<p>ด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ไม่ยอมลงให้ใครง่ายๆ บวกรวมกับข้อเท็จจริงเฉพาะหน้าที่ไม่ตรงกัน จึงทำให้ความขัดแย้งเกิดขึ้น เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ได้แสดงทัศนะเชิงวิพากษ์วิจารณ์นักศึกษาซ้ายจัดในหนังสือ มนุษยธรรมกับการต่อสู้ทางชนชั้น ซึ่งทำให้เขาถูกมองจากคนในพรรคด้วยความเคลือบแคลง กระทั่งโจมตีว่าเขาเป็นพวกลัทธิแก้</p>
<p>ในเวลานั้น เขาไม่ใช่คนรักของกระแสหลัก ทั้งไม่ใช่มิตรแท้ของกระแสรอง กรอบทฤษฎีที่ตายตัวไม่สามารถครอบความคิดอันแตกต่างที่เขามี ทั้งในเรื่องมนุษยธรรม เสรีภาพส่วนบุคคลของเขาให้เชื่องเชื่อ</p>
<p>หากเป็นตัวละคร เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ก็อาจเป็นตัวละครที่ถูกสร้างโดยนักประพันธ์ผู้รวดร้าว แต่นี่คือ ชีวิตจริงของเขาในช่วงที่จับปืนเป็นนักรบ</p>
<p>แม่ของเขาเสียชีวิตลงโดยเขารับรู้ผ่านจดหมาย เพื่อนของเขาตายจากไปในสนามรบ หญิงสาวร่วมทุกข์สุขต้องย้ายไปอยู่แนวหลังเพื่อรักษาตัวจากอาการปวดไขข้อเพราะอากาศหนาว</p>
<p>มกราคม 2521 เขารำพึงว่า กลัวการพลัดพราก และตั้งคำถามกับตัวเองว่า ใช่หรือไม่ ชีวิตคือความลำพัง</p>
<p>หลังจากภาพยนตร์จบลง เอนด์-เครดิต วิ่งขึ้น คลอด้วยเสียงเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา แต่ผู้คนในหอประชุมแห่งนี้กลับเพิ่มระดับเสียงเพลงนี้ให้กระหึ่มขึ้น เมื่อทุกคนต่างร้องตาม</p>
<p>ในทัศนะของคนรุ่นหลัง พวกเขาคงมีบางอย่างร่วมกัน บางอย่างที่คนรุ่นหลังไม่สามารถอธิบาย เพียงแต่เคมีบางอย่างในร่างกายปลุกให้ไรขนตามลำแขนลุกชัน</p>
<p><strong>จาก ริ้วแส้ สู่ ยาสมาน</p>
<p>จากบาดแผล สู่ การสลายตัวตน</strong></p>
<p>ในพรรคคอมมิวนิสต์ก็แปลกแยก ในสังคมเมืองก็แปลกเปลี่ยว</p>
<p>เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ยอมแพ้ลงจากป่ามามอบตัวกับทหารในเดือนตุลาคม 2523 ขณะที่เดือนเดียวกันนี้ของเมื่อ 7 ปีที่แล้ว เขาได้รับการยัดเยียดเป็น &#8220;วีรบุรุษ&#8221; แต่เดือนตุลาคมในปี 2523 เขาได้รับเกียรติให้เป็น &#8220;ผู้ก่อการร้าย&#8221;</p>
<p>“ตอนที่ผมวางปืนลงมามอบตัวกับรัฐบาลนั้น บาดแผลที่กรีดลึกที่สุดมิใช่การปฏิวัติ หรือการพังทลายของอุดมคติทางการเมือง หากเป็นการสูญสิ้นความกล้าหาญที่จะฝ่าเผชิญความทุรกันดารของชีวิตในสายความคิดเดียวกัน เมื่อผมเดินขึ้นไปบนภูเขา 5 ปีก่อนหน้านั้น ความใฝ่ฝันที่ลึกอยู่ในวิญญาณก็มิได้เป็นเพียงชัยชนะของผู้ยากไร้หรือวีรกรรมกล้าหาญภายใต้ชื่อของตัวเอง หากเป็นความหมายของการดำรงอยู่และการผ่านพ้น”</p>
<p>สุวินัย ภรณวลัย ตั้งข้อสังเกตงานวรรณกรรมของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ว่าจากวรรณกรรมบาดแผล กาลเวลาได้ขัดเกลาเหลี่ยมมุมจนกลายเป็นวรรณกรรมสลายตัวตนได้อย่างน่าสนใจ</p>
<p>&#8220;ในวรรณกรรมบาดแผลมันก็คือวรรณกรรมคนกล้าท้าโลก พอคนเรากล้าท้าโลกแล้ว มันต้องมีบาดแผลพลาดพลั้งบ้าง เพราะคนนั้นได้ต่อสู้เพื่อยืนยันกับตัวเอง</p>
<p>“ปัญหาของวรรณกรรมเสกสรรค์ คือ ปัญหาตัวตน แต่ทำไมวรรณกรรมบาดแผลจึงกลายมาเป็นวรรณกรรมสลายตัวตนได้ ผมคิดว่าพี่เสกมีปัญหาตัวตน มันเป็นคำถามว่าเราเป็นใคร เกิดมาบนโลกนี้ทำไม มันเป็นคำถามเชิงปรัชญา ซึ่งคนจะถามคำถามเหล่านี้ได้ ต้องเป็นคนจริงจังกับชีวิต”</p>
<p>&#8230;ใช้ชีวิตผ่านอุปสรรคมากล้นก็ไม่ต่างอะไรกับเผชิญหน้ากับแม่น้ำร้อยสาย หากท่านไม่สามารถว่ายแหวกสายน้ำไปสู่อีกฟากฝั่ง บางทีการเดินทางอาจสิ้นสุดลง</p>
<p>ยามนั้นใช่หรือไม่ว่า ท่านก็มักนึกถึงสะพาน?&#8230;(ผ่านพบไม่ผูกพัน, 2548)</p>
<p>หากอ่านงานของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล เราจะพบลักษณะยอมหักไม่ยอมงอในวัยหนุ่ม พบความรวดร้าวหลังพ่ายแพ้ออกจากป่า และในระยะหลังๆ เราจะพบความสงบนิ่ง และสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ หรืออาจกล่าวได้ว่ามนุษย์กับจักรวาล</p>
<p>&#8230;ทุกหยดน้ำมีอดีต</p>
<p>แต่ไม่มีหยดน้ำไหนที่ทุกข์ร้อนกับความเป็นมาของมัน</p>
<p>ใช่&#8230;ไม่มีหยดน้ำไหนแยกต่างหากจากทะเล</p>
<p>ใจเธอต่างหากที่แบ่งเมฆแยกฝนออกจากทะเล&#8230;(บุตรธิดาแห่งดวงดาว, 2552)</p>
<p>เขาเลือกเยียวยาบาดแผลของตัวเองด้วยทะเล ภูเขา แม่น้ำ และ ราวป่า</p>
<p>เสกสรรค์ ประเสริฐกุล บันทึกถ้อยคำของเขาเอาไว้ในนิตยสารรายเดือนเล่มหนึ่ง ว่าสำหรับเขาแล้ว การเดินป่า ออกทะเล ถือเป็นสิ่งจำเป็นในการเปลี่ยนผ่าน</p>
<p>&#8220;&#8230;ผมไม่ได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ผมเพียงแต่โตขึ้นจากฐานเดิม คือผมออกจากสังคมก่อน แล้วจากนั้นค่อยออกจากตัวเอง ขั้นตอนที่ผมเข้าป่าออกทะเลนั้น มันเป็นขั้นตอนที่ผมออกจากสังคม ออกจากลาภยศสรรเสริญไปใช้ชีวิตโดยลำพังอยู่กับธรรมชาติ&#8230;</p>
<p>“&#8230;แต่แค่นั้นก็ยังไม่พอและยังไม่พ้นทุกข์ เพียงแต่สามารถยกระดับขึ้นมาได้ในภายหลัง ถ้าคุณดูงานเขียนของผมในระยะหลัง การพูดถึงธรรมะแบบผมนั้น มักจะดึงมาจากป่าเขาท้องทะเลเกือบทั้งหมด ก็คือว่าเรานั่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ มนุษย์กับจักรวาลด้วยวิธีการเหล่านั้นอยู่พักใหญ่&#8230;”</p>
<p><strong>อัตตาในวันที่ถอดหมวก</strong></p>
<p>&#8230;แน่ล่ะ ถึงวันนี้ผมก็ยังตอบไม่ถูกว่า ตัวเองถือกำเนิดมาเพื่อจุดหมายอะไร</p>
<p>ทว่าขณะเพ่งดูประกายแสงเกลื่อนกล่นอยู่บนความว่างเปล่าสีดำ ผมอดรู้สึกไม่ได้ว่ามีสายใยบางอย่างระหว่าง &#8220;เรา&#8221;</p>
<p>ซึ่งลึกซึ้งหนาแน่นมากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม&#8230;</p>
<p>ข้อความข้างต้นเป็นร่องรอยของบางคำถามที่เขาโยนใส่ตัวเองในเพลงเอกภพ ปี 2536</p>
<p>ปี 2552 ในวันที่ 14 พฤศจิกายน เสกสรรค์ ประเสริฐกุล นุ่งบลูยีนส์ รวบผมไว้ด้านหลัง และไม่ได้สวมหมวกเหมือนในอดีต</p>
<p>“คนที่หาทางดับทุกข์คือคนที่มีความทุกข์” เขาว่าบนเวที &#8220;ไอ้การเป็นนายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล มันเป็นตัวปัญหาสำหรับผม ผมไม่รู้ว่าในชีวิตผมได้ก่อปัญหาให้ใครบ้าง แต่มันก่อปัญหาให้ตัวผมเยอะ ทั้งในแง่ต้องแบกความหวังของผู้คน ทั้งในแง่ติดหลงในตัวเองแล้วไปเรียกร้องต่อผู้คน&#8221;</p>
<p>&#8220;สรุปรวมความแล้วว่า ตราบใดที่ผมยังคิดว่าผมคือผม มันก็จะมีกรอบคิดชนิดหนึ่งที่คอยบังคับพฤติกรรมที่บางครั้งต้องเหนื่อยต้องยากต้องลำบากต้องเสี่ยงชีวิต บางครั้งก็ไปเกรี้ยวกราดทะเลาะกับคนเพราะไปเรียกร้องขอให้เขาทำในสิ่งที่อยู่ในกรอบอุดมคติของตัวเอง ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมเกิดสรุปขึ้นมาได้ว่าเราจำเป็นต้องเป็นคนคนนี้ ชื่อนี้ ตามคำนิยามนี้หรือไม่</p>
<p>&#8220;ความที่มีโอกาสได้อยู่คนเดียว ผมก็ทบทวนเรื่องนี้ตลอดเวลา จนกระทั่งมาถึงข้อสรุปที่ว่ามันไม่ใช่ เราไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเลย หลายๆ อย่างเราไม่ได้เป็นเช่นนั้นโดยความเต็มใจ ไม่ได้เป็นเช่นนั้นโดยธรรมชาติ หลายอย่างเราปรุงแต่งขึ้นมา เราสร้างมันขึ้นมาให้ตัวเองรู้สึกว่ามันมีค่า จะให้ตัวเองรู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตที่มันยิ่งใหญ่สมกับอุดมคติที่เคยฝันถึง</p>
<p>“&#8230;ช่วงหนึ่งผมจึงหมกมุ่นในการสร้างตัวตนขั้นสูง เราปีนเขาขึ้นได้ระยะนี้แล้วเราต้องไปขึ้นอีกลูกหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ดูถูกคนอื่นๆ ในสังคมว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ไอ้ตรงนี้เริ่มผิดแล้ว</p>
<p>“&#8230;สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมเกิดสภาวะที่มาถึงทางตัน การปรุงแต่งมันเป็นเรื่องของภายใน ถ้าเราอยากมีอิสรภาพ เราต้องออกจากนิยามทั้งปวง ออกจากการนิยามตัวตนของเราในทุกเรื่องราว เป็นอย่างที่เป็นอยู่ เป็นอย่างที่เป็นไป”</p>
<p>ข้อสังเกตเกี่ยวกับแววตาของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ยังคงไม่จบสิ้น</p>
<p>จากดวงตาคมกร้าวในวัยหนุ่ม บาดแผลได้ประดับริ้วรอยไว้เป็นรายละเอียดของชีวิต ส่งผลให้ดวงตาในวัย 60 ย่อมไม่เหมือนดวงตาในวัยเบญจเพส เพียงแต่ว่าเราไม่สามารถระบุได้ว่าควรเรียกแววตาคู่นี้ว่าอย่างไร</p>
<p>“ผมไปตกปลา แล้วไปเจอพายุฝนเข้า เราก็ไม่รู้จะทำอะไรนอกจากนั่งมองฝนตกกลางทะเล เป็นม่านฝนบังพระอาทิตย์ยาม 4 โมงเย็น เราได้เห็นปรากฏการณ์ที่เป็นความงามที่ไม่รู้จะพูดยังไง มันไม่มีสีบอกได้ชัดเจน มันเหมือนสีเทอร์ควอยซ์ผสมกับประกายของนากบ้าง ทองบ้าง เพชรบ้าง ผมก็ไม่รู้ว่าจะเขียนยังไง ผมเลยบอก เอาอย่างนี้ดีกว่า ผมเหมือนรู้สึกได้สบตากับจักรวาล คือมันเป็นความรู้สึกที่บอกได้แค่นั้นจริงๆ”</p>
<p>การระบุแววตาคู่นั้น</p>
<p>คงคล้ายกับสิ่งที่เสกสรรค์ ประเสริฐกุล</p>
<p>นั่งมองม่านฝนบังพระอาทิตย์ยาม 4 โมงเย็น &#8211; เช่นวันนั้น.</p>
<p>ภาพถ่าย : อนุช ยนตมุติ</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/veerapong.wordpress.com/60/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/veerapong.wordpress.com/60/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/veerapong.wordpress.com/60/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/veerapong.wordpress.com/60/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/veerapong.wordpress.com/60/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/veerapong.wordpress.com/60/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/veerapong.wordpress.com/60/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/veerapong.wordpress.com/60/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/veerapong.wordpress.com/60/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/veerapong.wordpress.com/60/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/veerapong.wordpress.com/60/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/veerapong.wordpress.com/60/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/veerapong.wordpress.com/60/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/veerapong.wordpress.com/60/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=veerapong.wordpress.com&amp;blog=2668691&amp;post=60&amp;subd=veerapong&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://veerapong.wordpress.com/2010/01/04/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a5-%e0%b8%ab%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/77a9d6a6a27b2c23750a78c313e20e0d?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">veerapong-is-me</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://veerapong.files.wordpress.com/2010/01/news_img_86824_1.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">news_img_86824_1</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ภาพเหมือนของชายแปลกหน้า</title>
		<link>http://veerapong.wordpress.com/2010/01/04/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://veerapong.wordpress.com/2010/01/04/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 04 Jan 2010 14:02:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>veerapong-is-me</dc:creator>
				<category><![CDATA[Short Story]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://veerapong.wordpress.com/?p=57</guid>
		<description><![CDATA[ข้าพเจ้าเบิกตาโพลงทันทีที่ปลายมีดค่อยๆจรดคมบนศีรษะ น้ำหนักมือกดมีดให้คมของมันจมลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบ ข้าพเจ้าหลับตาอีกครั้งเพื่อทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น เลือดสีเดียวกับน้ำองุ่นไหลซึมออกมาชโลมเหนือหัวคิ้ว ข้าพเจ้ากดมีดย้ำคมให้ลึกลงไปด้วยมือซ้ายข้างถนัด ลึกลงกระทั่งลิ่มไขมันสีขาวพรูออกมาพร้อมกับเลือดที่ไหลบ่า เลือดไหลเชี่ยวเป็นทางลงมาตามลำคอจนนองพื้น เหตุใดหรือที่ข้าพเจ้าตัดสินใจคิดใช้คมมีดกรีดเฉือนศีรษะตัวเองเช่นนี้ ข้าพเจ้าจำเป็นต้องเล่าย้อนไปไกลทีเดียว แต่ก่อนหน้านี้ มันเริ่มเบ่งบวมเท่าผลมะนาว ในทีแรก&#8211; ข้าพเจ้าไม่ได้สนใจอะไรมากมาย เพราะนึกว่า มันคงกระแทกกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดเข้ายามเมื่อเมามายอันเป็นกิจวัตรประจำวันในชีวิตช่วงนี้ จากนั้นมันค่อยๆ ขยายพื้นที่กินวงกว้างจนใหญ่โตลุกลามไปทั้งซีกศีรษะฝั่งขวา ข้าพเจ้าคิดว่ามันดูคล้ายผลมะละกอเลยทีเดียว ขณะที่รอยขดหยักของลอนสมองก็ค่อยๆ ปูดโปนดีดดันตัวเองออกมาให้เห็นรูปทรงอันน่าเกลียดของมันภายใต้หนังศีรษะ รอยขดหยักของลอนสมองปรากฏชัดเจนขึ้น จนรอยขดหยักของลอนสมองนั้นดูคล้ายตัวหนอนยักษ์นอนอิ่มอย่างอืดเอื่อยหลังจากสวาปามใบไม้ไปครึ่งป่า มันดูคล้ายตัวหนอนขนาดยักษ์นอนอยู่บนผลมะละกอนั้นอีกที ข้าพเจ้าเริ่มเฝ้ามองมันอย่างใส่ใจที่หน้ากระจกในทุกเช้า ทั้งควานหาสาเหตุที่ศีรษะฝั่งขวาของตนเองใหญ่โตขึ้นอย่างน่าประหลาด ทว่ามันยากเกินไป และไม่มีทางจะพบเห็นว่าสิ่งใดทำให้ศีรษะฝั่งขวาใหญ่โตอย่างน่าเกลียดเช่นนี้ ข้าพเจ้าพบสิ่งเดียวคือความอัปลักษณ์ของตัวเอง บทละครเรื่องการหายไปของสุริยา นอนนิ่งเป็นเจ้าชายนิทราอยู่ในลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือตัวนี้มาได้สักระยะหนึ่งแล้ว ไม่มีความคืบหน้าหรือการคืบเคลื่อนจากตัวละคร ฉากและเหตุการณ์ไม่มีการพัฒนาไปหาตอนจบแต่อย่างใด เนื่องจากข้าพเจ้าไม่มีสมาธิไปครุ่นคิดถึงมันได้อีกเลยหลังจากความป่วยไข้มาเยือน ทั้งยังขังตัวเองแต่ภายในห้อง ขาดการติดต่อเพื่อนฝูง หลังพวกเราแยกย้ายกันไปเมื่อคราวที่การแสดงละครเวทีเรื่องล่าสุดปิดม่านลงเมื่อสามปีก่อน ทุกคนต่างยอมรับต่อความจริง และจำนนไปตามวิถีทางที่เป็นไปได้ของตัวเอง หลังพบว่าความฝันที่เคยมีร่วมกันแทบเป็นไปไม่ได้ ความคิดที่จะสร้างกลุ่มละครเวทีที่สามารถยืนหยัดได้ด้วยการแสดงที่พวกเราเชื่อ &#8230; <a href="http://veerapong.wordpress.com/2010/01/04/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=veerapong.wordpress.com&amp;blog=2668691&amp;post=57&amp;subd=veerapong&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ข้าพเจ้าเบิกตาโพลงทันทีที่ปลายมีดค่อยๆจรดคมบนศีรษะ น้ำหนักมือกดมีดให้คมของมันจมลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบ ข้าพเจ้าหลับตาอีกครั้งเพื่อทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น เลือดสีเดียวกับน้ำองุ่นไหลซึมออกมาชโลมเหนือหัวคิ้ว ข้าพเจ้ากดมีดย้ำคมให้ลึกลงไปด้วยมือซ้ายข้างถนัด ลึกลงกระทั่งลิ่มไขมันสีขาวพรูออกมาพร้อมกับเลือดที่ไหลบ่า เลือดไหลเชี่ยวเป็นทางลงมาตามลำคอจนนองพื้น </p>
<p>เหตุใดหรือที่ข้าพเจ้าตัดสินใจคิดใช้คมมีดกรีดเฉือนศีรษะตัวเองเช่นนี้ ข้าพเจ้าจำเป็นต้องเล่าย้อนไปไกลทีเดียว แต่ก่อนหน้านี้ มันเริ่มเบ่งบวมเท่าผลมะนาว ในทีแรก&#8211; ข้าพเจ้าไม่ได้สนใจอะไรมากมาย เพราะนึกว่า มันคงกระแทกกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดเข้ายามเมื่อเมามายอันเป็นกิจวัตรประจำวันในชีวิตช่วงนี้ จากนั้นมันค่อยๆ ขยายพื้นที่กินวงกว้างจนใหญ่โตลุกลามไปทั้งซีกศีรษะฝั่งขวา ข้าพเจ้าคิดว่ามันดูคล้ายผลมะละกอเลยทีเดียว ขณะที่รอยขดหยักของลอนสมองก็ค่อยๆ ปูดโปนดีดดันตัวเองออกมาให้เห็นรูปทรงอันน่าเกลียดของมันภายใต้หนังศีรษะ รอยขดหยักของลอนสมองปรากฏชัดเจนขึ้น จนรอยขดหยักของลอนสมองนั้นดูคล้ายตัวหนอนยักษ์นอนอิ่มอย่างอืดเอื่อยหลังจากสวาปามใบไม้ไปครึ่งป่า มันดูคล้ายตัวหนอนขนาดยักษ์นอนอยู่บนผลมะละกอนั้นอีกที</p>
<p>ข้าพเจ้าเริ่มเฝ้ามองมันอย่างใส่ใจที่หน้ากระจกในทุกเช้า ทั้งควานหาสาเหตุที่ศีรษะฝั่งขวาของตนเองใหญ่โตขึ้นอย่างน่าประหลาด ทว่ามันยากเกินไป และไม่มีทางจะพบเห็นว่าสิ่งใดทำให้ศีรษะฝั่งขวาใหญ่โตอย่างน่าเกลียดเช่นนี้ ข้าพเจ้าพบสิ่งเดียวคือความอัปลักษณ์ของตัวเอง<br />
บทละครเรื่องการหายไปของสุริยา นอนนิ่งเป็นเจ้าชายนิทราอยู่ในลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือตัวนี้มาได้สักระยะหนึ่งแล้ว ไม่มีความคืบหน้าหรือการคืบเคลื่อนจากตัวละคร ฉากและเหตุการณ์ไม่มีการพัฒนาไปหาตอนจบแต่อย่างใด </p>
<p>เนื่องจากข้าพเจ้าไม่มีสมาธิไปครุ่นคิดถึงมันได้อีกเลยหลังจากความป่วยไข้มาเยือน ทั้งยังขังตัวเองแต่ภายในห้อง ขาดการติดต่อเพื่อนฝูง หลังพวกเราแยกย้ายกันไปเมื่อคราวที่การแสดงละครเวทีเรื่องล่าสุดปิดม่านลงเมื่อสามปีก่อน ทุกคนต่างยอมรับต่อความจริง และจำนนไปตามวิถีทางที่เป็นไปได้ของตัวเอง หลังพบว่าความฝันที่เคยมีร่วมกันแทบเป็นไปไม่ได้ ความคิดที่จะสร้างกลุ่มละครเวทีที่สามารถยืนหยัดได้ด้วยการแสดงที่พวกเราเชื่อ แต่จะเป็นไปได้อย่างไร เมื่อไม่มีคนดูมากพอจะหล่อเลี้ยงร่างกายที่ห่อหุ้มความฝัน ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปหางานประจำ และให้สัญญากันอย่างหลวมๆ ว่า เมื่อใดที่มีโอกาสเหมาะสมและลงตัวจะกลับมารวมตัวเป็นการเฉพาะอีก </p>
<p>เห็นทีว่าหนทางนี้เป็นเพียงหนทางเดียวที่เป็นไปได้ แต่เห็นทีว่ามีข้าพเจ้าเพียงคนเดียว ที่ประกาศด้วยการกระทำแทนคำพูดว่า จะไม่ยอมวอกแวกไปในเรื่องราวที่เห็นว่าไร้สาระ  เพราะการงานเหล่านั้นล้วนบั่นทอนศักยภาพในการสร้างสรรค์บทละคร ข้าพเจ้าจึงเลือกหยิบกระดาษจับดินสอร่างบทละครเรื่องใหม่ด้วยความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า ละครเวทีไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวในโรงละครที่ถูกปูด้วยพรมเปอร์เซียสีแดง ไม่จำเป็นต้องมีฉากใหญ่โตหรูหราอลังการ ข้าพเจ้าเชื่อว่าละครเวทีมีเพียงสามสิ่งเท่านั้น : นักแสดง คนดู และเรื่องราว<br />
ข้าพเจ้ามีนักแสดงอยู่แล้ว นั่นคือตัวข้าพเจ้าเองหรือใครก็ตามที่พร้อมจะเป็นร่างทรงของสัจธรรมในหน้ากระดาษ เรื่องราวในโลกมีมากมายหลายหลากพร้อมให้หยิบฉวยเอามาเล่น จะขาดครบองค์ประกอบอยู่บ้างก็ตรงคนดูนี่แหละ แต่กระนั้นหากเรื่องราวน่าสนใจจริง คนดูจะเข้ามาเต็มเติมองค์ประกอบนั้นเอง ข้าพเจ้าเชื่อเช่นนี้ แต่บทละครเรื่องการหายไปของสุริยา ก็หยุดชะงักลง หลังเกิดความผิดแปลกขึ้นกับศีรษะฝั่งขวาของข้าพเจ้า</p>
<p>ย้อนไปวันที่ข้าพเจ้ายังเรียนไม่จบและยังมีขนาดศีรษะทั้งสองข้างเท่าๆกับคนอื่น ข้าพเจ้าเป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ผู้คร่ำเคร่งอยู่กับตัวเลข ตำราเครื่องกล และความปลอดภัย<br />
ในวันที่ยังใช้ชีวิตบนมาตรฐานความปลอดภัย ข้าพเจ้าถูกสอนว่าความปลอดภัยของผู้อื่นมีค่าเท่ากับความปลอดภัยของตัวเอง ความปลอดภัยฝังอยู่ในสมอง จิตสำนึก และเป็นเหมือนคาถาศักดิ์สิทธิ์ในชีวิต </p>
<p>การเดิมพันของวิศวกรเป็นไปด้วยความเสี่ยง หากผิดพลาด, ราคาค่างวดที่ต้องจ่ายนั้นแพงอย่างร้ายกาจ ทุกอย่างต้องผ่านการคิดคำนวณและไต่ตรองมาอย่างระแวดระวัง ครุ่นคำนึงถึงความปลอดภัยมาเป็นอันดับแรก ข้าพเจ้าเลือกเรียนวิศวกรรม เพราะเชื่อมั่นว่า ระบบคิดของศาสตร์นี้ สามารถสร้างความปลอดภัยให้แก่ชีวิต แม้ว่าจะจบออกไปโดยไม่ได้เป็นวิศวกรก็ตาม </p>
<p>แต่เมื่อวันที่มัชฌิมา จันทรา ผู้เป็นพี่ชายชักชวนให้ข้าพเจ้าดูละครเวทีที่เขาเป็นผู้แสดง จึงเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตข้าพเจ้า </p>
<p>บนเวทีละคร, การเคลื่อนไหวของมัชฌิมา จันทราในคราบซานโซ่ ปันซ่า ผู้เป็นอัศวินสำรองของดอนกิโฆเต้ ดูมีชีวิตชีวากว่ามัชฌิมาที่ข้าพเจ้าเคยรู้จักมา </p>
<p>ข้าพเจ้าทึ่งในการแสดงของพี่ชาย เรื่องราวที่ได้ชมเพียงแรกเห็น ได้ชอนไชเข้าไปในชั้นผิวหนัง แผ่ซ่านจนขนลุกชัน พลังบางอย่างเข้าไปทำปฏิกิริยากับเคมีในร่างกาย จนเกิดแรงบันดาลใจอย่างไม่เคยเป็นมา</p>
<p>จากนั้น ข้าพเจ้าเริ่มเฝ้ามองดูโลกอีกใบของพี่ชาย แล้วพบมนุษย์อีกกลุ่มที่คิดแตกต่างจากมนุษย์อย่างข้าพเจ้าเหลือเกิน ข้าพเจ้าเฝ้ามองโลกของพี่ชายอย่างหลงใหล ขณะที่ตัวเองค่อยๆ ดำดิ่งลงในน่านน้ำของการละคร ข้าพเจ้าค่อยๆ ถอยห่างจากตัวเลขแล้วกระโจนตัวเข้าไปในโลกของการแสดง เบือนหน้าหนีตำราเครื่องกลเพื่อก้มหน้าลงบนหน้ากระดาษวรรณกรรม จ้องมองทุกตัวอักษร ค้นหาความหมายระหว่างบรรทัด ละเลยมาตรฐานความปลอดภัยในสิ่งก่อสร้าง หันมาให้ความสนใจในตัวบทที่ประกอบสร้างเป็นเรื่องราวเหล่านั้นแทน คาถาบทใหม่เข้ามาแทนที่ ‘นักแสดง คนดู และเรื่องราว’ ข้าพเจ้ากลายเป็นนักศึกษาวิศวกรรมที่หมกตัวเองอยู่ในหมวดหมู่วรรณกรรมในห้องสมุด และพบว่าชีวิตของตัวเองได้เปลี่ยนแปลง</p>
<p>เช้าวันหนึ่ง, ได้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นกับชีวิตของข้าพเจ้า เมื่อลุกจากเตียงนอนในหอพักนักศึกษา ข้าพเจ้าบิดเนื้อตัวไปมาแล้วเดินเข้าห้องน้ำก่อนหยิบฉวยแปรงสีฟันด้วยมือซ้ายอย่างเป็นธรรมชาติ ปัดแปรงสีฟันขึ้นลงตามแนวฟันด้วยมือซ้ายอย่างเป็นธรรมชาติ ลูบไล้สบู่บนเรือนร่างโดยใช้มือซ้ายอย่างเป็นธรรมชาติ ถือถ้วยกาแฟด้วยมือซ้ายอย่างเป็นธรรมชาติ คีบบุหรี่ด้วยมือซ้ายอย่างเป็นธรรมชาติ ใช้มือซ้ายกระทุ้งแท่งเนื้อตรงระหว่างขาอย่างเป็นธรรมชาติ </p>
<p>ในสนามฟุตบอล ข้าพเจ้าใช้เท้าซ้ายครองลูกฟุตบอลก่อนจะใช้เท้าซ้ายส่งลูกฟุตบอลก่อนจะใช้เท้าซ้ายหวดลูกฟุตบอลแทนเท้าขวาอย่างที่เคยถนัด<br />
บนโต๊ะเขียนหนังสือ ข้าพเจ้าหัดเขียนบทละครที่ไม่เคยถูกซักซ้อมด้วยมือซ้าย ทั้งๆ ที่ตลอดชีวิตใช้มือขวาเขียนหนังสือ  </p>
<p>เมื่อคนส่วนใหญ่ถนัดมือขวา ข้าพเจ้าจึงเล่นกีตาร์สำหรับถนัดขวาได้ยากลำบาก ขณะที่พยายามวางมือซ้ายลงบนคอกีตาร์เพื่อจับคอร์ด ก็ต้องล้มเลิกความตั้งใจ เพราะไม่สามารถใช้มือขวาพรมนิ้วลงบนเส้นลวดทั้งหกสายได้เช่นเคย ดูจะเป็นการยากลำบากที่จะใช้มือขวาเคลื่อนเมาส์ให้เลื่อนไป-มาบนจอคอมพิวเตอร์ตามใจต้องการ จากนั้นมา ข้าพเจ้าก็กลายเป็นคนถนัดซ้าย</p>
<p>หลังจากนั้น ข้าพเจ้ากลับรู้สึกภาคภูมิที่จู่ๆก็กลายเป็นคนถนัดซ้าย ราวกับว่าข้าพเจ้าเป็นพวกเอียงซ้าย นิยมความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลง ในช่วงเวลานั้น ข้าพเจ้าสนใจศึกษาทุกสิ่งที่เกี่ยวกับฝั่งซ้าย</p>
<p>พรรคฝ่ายขวาทางการเมือง ถูกถือว่าเป็นอำนาจทางการเมืองของชาติ มีลักษณะอนุรักษ์นิยม และต่อต้านความเปลี่ยนแปลง ส่วนพรรคฝ่ายซ้ายเป็นพรรคที่ตรงกันข้ามและถือว่าเป็นพวกอิสระที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลง แม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงในระดับรากเลยทีเดียว ในทางที่สุดขั้ว พรรคการเมืองฝ่ายขวาถูกถือว่าเป็นพวกฟาสซิสท์ (Fascist) หรือเผด็จการ ในขณะที่พวกฝ่ายซ้ายถือว่าเป็นพวกอนาธิปไตย (anarchist) </p>
<p>การเมืองเรื่องซ้าย-ขวา ทำให้ข้าพเจ้าอดชื่นชมสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองไม่ได้ แต่เมื่อศึกษาลึกลงไปในศาสตร์ของภาษา ข้าพเจ้ากลับพบความเหลวไหลของฝั่งซ้าย</p>
<p>ในภาษาลาติน คำว่า ‘ซ้าย’ ก็คือ ‘sinister’ หมายถึง ความเลว ลางร้าย ไม่เป็นมงคล กระทั่งอุบาทว์-อัปรีย์ ส่วนคำว่า ‘ขวา’ ก็คือ ‘dexter’ ความหมายของมันคือ ชำนาญ แคล่วคล่อง หลักแหลม ซึ่งผันมาเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘dexterity’ มีความหมายว่า เป็นทักษะ ความชำนาญ (skill) หรือ คล่องแคล่ว (adroitness)</p>
<p>ในภาษาฝรั่งเศส คำว่า ‘ซ้าย’ ก็คือคำว่า ‘gauche’ หมายถึง งุ่มง่าม เก้งก้าง จากคำๆ นี้มาเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า ‘gawky’ แปลว่า งุ่มง่าม-ซุ่มซ่าม สำหรับคำว่า ‘ขวา’ ก็คือ ‘droit’ หมายถึง ความดี ความถูกต้อง หรือเหมาะสม</p>
<p>ในภาษาอังกฤษ คำว่า ‘ซ้าย’ ได้เดินทางมาจากภาษาแองโกล-แซกซันว่า ‘lyft’ หมายถึง อ่อนแอ หรือไม่มีคุณค่า (weak or worthless) </p>
<p>โดยนัยยะของ ‘ซ้าย’ มักบ่งบอกถึงการขาดเสียซึ่งความเข้มแข็งทางด้านศีลธรรม!</p>
<p>ข้าพเจ้าอดคิดไม่ได้ว่า นี่คืออคติของคนถนัดขวา</p>
<p>มันน่าประหลาดใจอย่างมากที่จู่ๆ ข้าพเจ้าก็กลายเป็นคนถนัดซ้าย แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันก็ไม่ได้ต่างจากที่เคยใช้มือขวาหรือเท้าขวาอย่างที่เคยเป็นมา พูดอีกแบบ การเปลี่ยนแปลงเพียงเท่านี้ยังพอให้ข้าพเจ้าทำใจยอมรับได้มากกว่าการเปลี่ยนแปลงที่ได้เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าในเวลานี้</p>
<p>เมื่อเรียนจบเป็นบัณฑิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ ข้าพเจ้าเดินหันหลังให้โรงงาน ห้างร้าน บริษัทมหาชน ฯลฯ พร้อมกับความมุ่งมั่นในการแสดงบนเวที พวกเรายืนหยัดกันมาจนก่อเป็นกลุ่มละคร ‘สามองค์’ แต่สุดท้ายก็ต้องแยกย้ายกันไป </p>
<p>ข้าพเจ้ายังคงจำเสียงหัวเราะก้องกังวานนั้นได้ดี เมื่อกลุ่มละครสามองค์ของพวกเราจัดแสดงละครแบบเก็บค่าบัตรเข้าชมครั้งแรกหลังจากที่หมดสัญญารับจ้างแสดงละครการกุศลกับธนาคารแห่งหนึ่ง เพื่อนพ้องส่วนหนึ่งขมีขมันออกหาสปอนเซอร์ เพื่อนพ้องส่วนหนึ่งประณีตบรรจงในการทำฉาก เพื่อนพ้องส่วนหนึ่งตั้งอกตั้งใจซักซ้อมการแสดง </p>
<p>เมื่อการแสดงปิดม่านลง กลุ่มละครสามองค์นั่งล้อมวงบนลานแสดงเพื่อเฉลี่ยส่วนแบ่ง เมื่อเงินถูกเฉลี่ยส่งมายังมือของสมาชิกแต่ละคน เสียงหัวเราะอันก้องกังวานก็ดังขึ้นหลังจากที่แต่ละคนได้รับส่วนแบ่งกันคนละสองร้อยบาท</p>
<p>เสียงหัวเราะอันก้องกังวานเริ่มแผ่วจาง เมื่อละครเวทีเรื่องต่อๆ มา ยังคงเฉลี่ยกันไม่พอต่อความจำเป็นของชีวิต กลุ่มละครสามองค์จึงเริ่มแยกย้ายกันไปหางานประจำทำ บ้างเป็นครีเอทีฟรายการโทรทัศน์ บ้างทำงานในแวดวงหนังสือ บ้างเปิดกิจการส่วนตัว บ้างเป็นอาจารย์สอนการแสดงในมหาวิทยาลัยภาคอีสาน มีเพียงข้าพเจ้า อดีตนักศึกษาวิศวกรรมเท่านั้นแหละ ที่ผุดเข้าผุดออกจากงานที่ทำ บ้างเข้าไปช่วยงานครีเอทีฟของเพื่อนหนุ่ม บ้างช่วยงานในสำนักพิมพ์ของเพื่อนสาว บ้างรับจ้างเฝ้าร้านให้เพื่อนที่เปิดกิจการ บ้างรับสอนชั่วคราวในวิชาการแสดงในมหาวิทยาลัยภาคอีสาน แต่ก็อยู่ได้ไม่นานในแต่ละแห่ง ด้วยเหตุผลที่ว่า มันเบียดบังเวลาคิดอ่านเรื่องราวงานละครของตัวเอง</p>
<p>โครงเรื่องละครเรื่องการหายไปของสุริยา จึงเริ่มตั้งเค้าทอดเงาเป็นครั้งแรก มันเป็นการงานแห่งความมาดหวังโดยแท้ ทว่าเวลาไม่นานก็พบว่า มันไม่ง่ายเลย </p>
<p>ก่อนที่ข้าพเจ้าจะพบความแปลกประหลาดบนศีรษะฝั่งขวาของตัวเอง ข้าพเจ้ารับงานเขียนบทละครทางโทรทัศน์เรื่องหนึ่ง มันเป็นการงานที่สามารถเลี้ยงชีพได้ดี แม้จะดำรงตัวอยู่ในเส้นทางที่มาดหวัง แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อเวลาผ่านไป ความอึดอัดก็ยังคงเกิดแก่ตัวข้าพเจ้าอยู่นั่นเอง ด้วยเหตุที่มันเป็นการงานที่พรากเอาเวลาไปจากการหายไปของสุริยาเป็นอย่างยิ่ง เรื่องราวที่ข้าพเจ้าเขียนในบทละครโทรทัศน์ นั้นชวนให้สะอิดสะเอียนและเขินอายในความไร้แก่นสารในความคิดคำนึงของตัวเอง และลงท้ายด้วยตอนจบแบบเดิมๆ ข้าพเจ้าอยู่กับมันได้เพียงสองปี และเดินไปบอกลาจากการงานอันแสนเหนื่อยหน่ายนี้ </p>
<p>เริ่มสานต่อบทละครเรื่องการหายไปของสุริยาอีกครั้ง แต่ไม่นานหลังจากนั้น ศีรษะฝั่งขวาของข้าพเจ้า ก็เริ่มเบ่งบวม และค่อยๆ ขยายพื้นที่กินวงกว้างจนใหญ่โตลุกลามไปทั้งซีกศีรษะฝั่งขวา รอยขดหยักของลอนสมองนั่นปรากฏชัดเจนขึ้น ข้าพเจ้าเชื่อว่ามันเป็นลอนสมอง รูปร่างของมันอัปลักษณ์ยิ่งนักหากเทียบกับคุณสมบัติของมัน ข้าพเจ้าใช้นิ้วไต่ไปตามคลื่นลอนอย่างสำรวจ นี่คือหลังจากที่มันได้อยู่กับข้าพเจ้ามาระยะหนึ่งแล้วหรอกนะ แต่ก่อนหน้านี้ แม้แต่เพ่งมอง ข้าพเจ้าก็แทบจะอาเจียน </p>
<p>มันดูไม่เหมือนอาการป่วยไข้ เพราะไม่มีอาการปวดศีรษะ ไข้ขึ้น กินไม่ได้ หรือซูบผอม มันเป็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอันน่าขยะแขยงเท่านั้น…</p>
<p>ข้าพเจ้านึกหาทางออกให้ตัวเอง </p>
<p>ข้าพเจ้าจึงเบิกตาโพลงทันทีที่คมมีดค่อยๆจรดคมบนศีรษะ น้ำหนักมือกดมีดให้คมของมันจมลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบ ข้าพเจ้าหลับตาอีกครั้งเพื่อทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น เลือดสีเดียวกับน้ำองุ่นไหลซึมออกมาชโลมเหนือหัวคิ้ว ข้าพเจ้ากดมีดย้ำคมให้ลึกลงไปด้วยมือซ้ายข้างถนัด ลึกลงกระทั่งลิ่มไขมันสีขาวพรูออกมาพร้อมกับเลือดที่ไหลบ่า เลือดไหลเชี่ยวเป็นทางลงมาตามลำคอจนนองพื้น</p>
<p>แต่เมื่อข้าพเจ้านึกถึงความปลอดภัย! จึงหยุดคมมีดค้างไว้ในความคิดจินตนาการ ไม่มีทางที่คนอย่างข้าพเจ้าจะกล้าท้าทายความปลอดภัย และกรีดคมมีดลงบนศีรษะตัวเอง </p>
<p>ขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ตามลำพังกับความสับสนงุนงง จู่ๆ ชายแปลกหน้าก็โผล่เข้ามาอย่างเสียมารยาท ข้าพเจ้าหันขวับทันที </p>
<p>คงคิดถึงฉันล่ะสิ จู่ๆชายแปลกหน้าผู้ไม่ได้เชื้อเชิญก็เอ่ยขึ้นทันทีที่สบกับใบหน้าข้าพเจ้า นายอย่าหลอกตัวเองเลย ไม่มีใครสามารถลืมฉันได้ &#8211; แม้ในความฝัน </p>
<p>ข้าพเจ้างุนงงเมื่อได้อยู่กับชายแปลกหน้าคนนี้ตามลำพัง</p>
<p>มันไม่ง่ายขนาดนั้น ชายแปลกหน้าพูดขึ้นราวกับหยั่งรู้อุปสรรคของข้าพเจ้า ขณะเขาหยิบมีดขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ มันดูเหมือนง่าย แต่มันไม่ง่ายนักหรอก</p>
<p>ห่า! แล้วแกคิดว่าฉันควรทำยังไง? ข้าพเจ้าย้อนถามชายแปลกหน้าอย่างเกรี้ยวกราดเพราะมารยาทอันน้อยนิดของเขาแท้ๆ จึงทำให้อารมณ์ข้าพเจ้าขุ่นมัว แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ความกราดเกรี้ยวไม่ช่วยแก้ปัญหาใดๆ นายพอจะรู้ไหมว่าฉันกำลังเป็นอะไร และต้องทำอย่างไร?</p>
<p>คำพูดของข้าพเจ้าส่งเสริมให้ชายแปลกหน้าถือไพ่เหนือกว่า</p>
<p>ฉันไม่โกรธนายหรอกนะ ทั้งๆ ที่นายเคยทิ้งฉันไป คำพูดของชายแปลกหน้าฟังดูเป็นมิตรผู้พร้อมจะหักหลังมิตรได้ทุกเมื่อ แต่ข้าพเจ้างุนงง ว่าเคยรู้จักชายคนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ความเสี่ยงเป็นด้านตรงข้ามกับฉัน นายย่อมมีสิทธิ์เลือก แต่..แต่มันไม่ง่ายนักหรอก</p>
<p>มันไม่ง่าย..มันไม่ง่าย..มันไม่ง่าย แล้วทำยังไงมันถึงง่ายเล่า ข้าพเจ้าทนความยอกย้อนของชายแปลกหน้าไม่ได้</p>
<p>แต่งงานสิ ชายแปลกหน้าโพล่งออกมา เหมือนพี่ชายของนาย</p>
<p>มัชฌิมา  จันทราเลือกเปลี่ยนเส้นทางเดินของตัวเอง เขามีคนรัก และตัดสินใจแต่งงาน หลังจากแต่งงาน เขากลับไปรับกิจการขายวัสดุก่อสร้างต่อจากพ่อที่บ้านเกิด หลังจากพบว่าโลกของละครเบ่งบานได้จริงในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น มันดูเป็นจริงเป็นจังในโลกของความฝัน ทว่ามันช่างแปลกปลอมในโลกของความจริง มัชฌิมาค่อยๆ เรียนรู้ และเบี่ยงเส้นทางของตัวเองเข้าสู่มาตรฐานความปลอดภัยเหมือนคนส่วนใหญ่ในที่สุด หลังพบว่าความฝันเป็นโลกที่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป เมื่อมันถูกทำให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา บัดนั้นโลกของความฝันก็จะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป นั่นทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกผิดหวังอยู่ไม่น้อยในการตัดสินใจของพี่ชายผู้จุดประกายทางเดิน</p>
<p>แต่การตัดสินใจของมัชฌิมาก็มีประโยชน์เอื้อต่อข้าพเจ้าอยู่ไม่น้อย การแต่งงานของมัชฌิมาเป็นเหมือนการซื้อเวลาให้ข้าพเจ้าได้เตร็ดเตร่อยู่กับการหายไปของสุริยา แม้ว่าข้าพเจ้าตระหนักว่ามันไม่ใช่เวลาอันนิรันดร์ แต่อย่างน้อยมันก็มีค่าพอให้ข้าพเจ้าได้หลบหน้าเจ้าศีลธรรมอยู่หลังของพี่ชายมาตลอด </p>
<p>ช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าเขียนบันทึกอยู่นี้ ความป่วยไข้ได้รุกเร้าอย่างหนัก มันไม่ใช่ความทรมานทางร่างกายแต่อย่างใด มันเป็นความสงสัยอย่างยิ่งว่าข้าพเจ้ากำลังเผชิญอยู่กับสิ่งใด รวมถึงชายแปลกหน้าที่มักเข้ามาหาข้าพเจ้าอย่างไม่ได้รับอนุญาต เขาเข้ามาพูดคุยกับข้าพเจ้า เดินเข้ามาโดยไม่เคาะประตูอย่างผู้มีวัฒนธรรม </p>
<p>ก้อนเนื้อและรอยหยักลอนของสมองบนศีรษะฝั่งขวาของข้าพเจ้า ทำให้ไม่กล้าพาตัวเองไปโรงพยาบาล หรือปรึกษาอาการกับใคร บ่อยหนที่ข้าพเจ้าอยากใช้ความคมของปลายมีด กรีดเฉือนเอาส่วนแปลกปลอมนี้ไปให้พ้นตัว แต่ชายคนนั้นก็มักโผล่หน้ามาขัดจังหวะเสมอ</p>
<p>นายเคยฟังนิทานของชาวยิวมั้ย ชายแปลกหน้านั่งบนโต๊ะเขียนหนังสือค้ำหัวข้าพเจ้าที่นั่งเก้าอี้ขณะเล่าเรื่องชาวยิวให้ข้าพเจ้าฟังว่า นิทานที่เล่าเรื่องราวของการตามหาสมบัติ ชาวยิวเดินทางจากบ้านเพื่อออกไปหาสิ่งที่พวกเขาต้องการตามที่ต่างๆ ทั่วโลก แต่สุดท้ายสิ่งที่พวกเขาเดินทางออกไปตามหา กลับซ่อนอยู่ใต้เตาผิงไฟภายในบ้านของพวกเขาเอง </p>
<p>แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันด้วยเล่า?</p>
<p>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า มนุษย์มักจะเริ่มชีวิตด้วยการเป็นคนโง่ ก่อนที่เขาจะฉลาด ร่างกายก็เต็มไปด้วยบาดแผล  มัชฌิมาเป็นคนฉลาด ซึ่งต่างจากนาย</p>
<p>ข้าพเจ้าไม่พอใจมารยาทของเขาเป็นทุนเดิม ขณะยิ่งเกลียดเขายิ่งขึ้นเมื่อได้รับการแดกดัน </p>
<p>บอกตามตรง ฉันไม่อินกับเรื่องของนาย</p>
<p>นายไม่อยากเป็นเหมือนคนปกติหรอกหรือ</p>
<p>แกเป็นใคร?! ข้าพเจ้าเพิ่งรู้สึกว่ากำลังโดนคุกคาม</p>
<p>ใจเย็น&#8230;พ่อสุริยัน การกลับลำก็คือความหมายหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ชายแปลกหน้าจ้องมองศีรษะของข้าพเจ้า สายตาของเขาน่าเกลียดยิ่งกว่าชายกลัดมันที่เดินพลัดหลงเข้าไปในสระว่ายน้ำที่อนุญาตเฉพาะหญิงสาวรูปงาม </p>
<p>แต่งงานเป็นทางเลือกและทางรอดหนึ่ง เออ.. ต้องบอกให้คนหัวทึ่มอย่างนายเข้าใจว่า การแต่งงานไม่ได้ทำลายอุดมคติ แต่กฎของการแต่งงานต่างหาก จะบังคับให้นายต้องเป็นเด็กดี และฉลาด</p>
<p>นายรู้ได้ยังไงว่า หากฉันแต่งงาน แล้วฉันจะหายจากอาการประหลาดนี่ ข้าพเจ้าถาม</p>
<p>นายลองไปถามมัชฌิมาสิ ชายแปลกหน้าหยุดคิดก่อนพูด ถามว่าเขาเคยถนัดซ้ายเหมือนนายหรือเปล่า<br />
	แกเป็นใคร?! ข้าพเจ้าตะคอกถามชายแปลกหน้า •</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/veerapong.wordpress.com/57/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/veerapong.wordpress.com/57/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/veerapong.wordpress.com/57/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/veerapong.wordpress.com/57/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/veerapong.wordpress.com/57/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/veerapong.wordpress.com/57/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/veerapong.wordpress.com/57/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/veerapong.wordpress.com/57/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/veerapong.wordpress.com/57/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/veerapong.wordpress.com/57/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/veerapong.wordpress.com/57/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/veerapong.wordpress.com/57/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/veerapong.wordpress.com/57/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/veerapong.wordpress.com/57/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=veerapong.wordpress.com&amp;blog=2668691&amp;post=57&amp;subd=veerapong&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://veerapong.wordpress.com/2010/01/04/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/77a9d6a6a27b2c23750a78c313e20e0d?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">veerapong-is-me</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ระหว่างทางที่ฝนตก</title>
		<link>http://veerapong.wordpress.com/2010/01/04/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9d%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://veerapong.wordpress.com/2010/01/04/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9d%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 04 Jan 2010 11:51:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>veerapong-is-me</dc:creator>
				<category><![CDATA[Short Story]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://veerapong.wordpress.com/?p=52</guid>
		<description><![CDATA[ระหว่างทางที่เขาขับรถ ฝนตกลงมาไม่ขาดสาย <a href="http://veerapong.wordpress.com/2010/01/04/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9d%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%81/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=veerapong.wordpress.com&amp;blog=2668691&amp;post=52&amp;subd=veerapong&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>1.<br />
กาย เบอร์รี่แมน และวิล แชมป์เปี้ยน สร้างจังหวะด้วยเสียงทุ้มของเบสและความหนักแน่นของกลอง ประคองเสียงกีตาร์ของ จอนนี่ บั๊คแลนด์ ที่ให้ความรู้สึกคล้ายคนสิ้นหวังกำลังฮึกเหิม เสียงจากเครื่องดนตรี 3 ชิ้นของนักดนตรี 3 คนแห่งวงโคลด์เพลย์ประกอบกันเป็นทำนองในท่อนโซโล่เพลง Lost ไม่มีเสียงร้องของ คริส มาร์ติน</p>
<p>เชนนั่งประคองพวงมาลัยเอนหลังเต็มเบาะ ระยะห่างระหว่างเขากับชิ้นส่วนกำกับทิศทางของรถไม่ไกลชวนหวาดเสียว ท่านั่งบ่งว่าเตรียมพร้อมสำหรับเดินทางไกล </p>
<p>ทุกครั้งที่เชนละสายตาจากพื้นถนน มองเข้าไปในกระจกมองหลังที่อยู่เยื้องไปทางซ้าย ภาพที่เห็นในนั้นอยู่เสมอคือเด็กวัยรุ่นอายุประมาณ 20 ปี ผมยาวระดับต้นคอ ผิวพรรณนวลเนียน หุ่นแบบบางคลุมด้วยเสื้อยืดรัดรูป นั่งเอนหลังพิงเบาะ เหม่อไกลออกไปนอกหน้าต่างรถด้วยอาการสงบนิ่ง</p>
<p>ระหว่างเดินทาง เชนไม่แน่ใจว่าความรู้สึกของเขาหรือเธอกำลังไหวเอนหรือราบเรียบ ไม่แน่ชัดว่าเขาหรือเธอคิดมาอย่างรอบด้านหรือเพียงฉาบฉวย และอาจเป็นความคลุมเครืออันเดียวกันบีบบังคับเชนขับรถทางไกลมาบนถนนทางหลวงสายที่ทอดยาวไปทางทิศใต้ </p>
<p>ถนนทางหลวงสายที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง&#8230;</p>
<p>การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นสิ่งบังเอิญไกลความคาดหมาย เชนไม่แน่ใจในเรื่องราวเหล่านี้ กระบวนการกำเนิดของมันเป็นไปอย่างไร ความจริงแล้ว&#8211; เชนได้รับสัญญาณบอกเหตุก่อนหน้า ทั้งกริยาอาการหรือฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงทางร่างกาย รวมถึงคำตอบจากบททดสอบด้านจิตวิทยาตามขั้นตอนทางกฎหมาย และเขาก็ได้ทำใจยอมรับไปแล้ว แม้ฝืดฝืนความรู้สึก กระทั่งเรื่องราวล่วงเลยมาถึงขั้นนี้ เชนคิดว่าคงไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกฝ่ายตรงข้ามมากไปกว่าทำความเข้าใจการตัดสินใจที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง</p>
<p>บนถนนทางหลวงสายที่ทอดยาวจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือสู่ภาคใต้ ความสับสนต่างลอยเข้ามาในก้อนความคิดราวกลุ่มเมฆอึมครึมของฟ้าเดือนพฤษภาคม </p>
<p>2.<br />
เสียงจากเบาะหลังเตือนเชนว่าขับรถใจลอยเมื่อรถเข้าเขตเมืองประจวบคีรีขันธ์ เชนขับรถไปเรื่อยๆ ด้วยอัตราความเร็วสม่ำเสมอ ความจริงแล้ว เชนไม่อยากเร่งรีบเลยสักนิด และบางทีเขาอาจต้องการให้รถวิ่งอยู่อย่างนี้ตลอดไป</p>
<p>เสียงจากเบาะหลังเอ่ยชวนแวะทานอาหาร เชนขับรถมุ่งหน้าไปบนถนนสายที่จะนำฮอนด้า ซีวิค สีขาวของเขาวิ่งเลียบชายหาด แนวมะพร้าว และแถวเก้าอี้ผ้าใบที่ดูคล้ายทหารประจำการริมชายฝั่ง </p>
<p>เชนจอดรถหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง</p>
<p>ทะเลสีขุ่นแผ่กว้างตรงหน้าพาเชนย้อนไปในวันที่มาที่นี่เมื่อ 13 ปีที่แล้ว<br />
ในวันนั้นทะเลมีสีฟ้าคราม&#8230; </p>
<p>อีซูซุสีดำคันแรกในชีวิตจอดนิ่งอยู่บริเวณชายหาด กระบะหลังหันหน้าให้ทะเล และมันถูกแปลงสภาพให้เป็นลานปิ๊กนิ๊ก ภรรยาปลอกเปลือกกุ้งป้อนปลาหมึกแกะเปลือกหอยให้เด็กน้อย เชนจำได้ว่าครั้งแรกที่สัมผัสระลอกคลื่น เด็กน้อยยืนนิ่งจ้องมองคลื่นสีครามราวกำลังทำความรู้จักเพื่อนใหม่ ไม่มีความหวาดกลัว ปราศจากความตระหนก หากแต่เต็มไปด้วยความสงสัยต่อผืนน้ำกว้างใหญ่ เด็กน้อยเพียงวิ่งกลับมายังลานปิ๊กนิ๊กแล้วบอกเชนว่า “เหมือนท้องฟ้าเลยป๊า”</p>
<p>จนเมื่อฝ่ายตรงข้ามจัดการกับข้าวในจานเหลือเพียงครึ่ง เชนจึงตระหนักว่าข้าวตรงหน้ายังไม่พร่องเลยสักนิด ฝ่ายตรงข้ามอาจเร่งรีบ แต่เชนอยากนั่งอยู่ตรงนี้นานๆ หรือบางทีอาจตลอดไป</p>
<p>3.<br />
รถวิ่งบนทางหลวงอีกครั้ง เชนเปิดเครื่องเล่นซีดีที่มีแผ่นซีดีค้างอยู่ในเครื่อง เขาไม่รู้หรอกว่าเสียงที่ได้ยินนั้นพูดถึงเรื่องราวใด ไม่รู้หรอกว่าเพลงที่ลูกซื้อแผ่นมาฟังมีชื่อว่าอะไร<br />
เขาเปิดเพียงต้องการเสียงแทนความเงียบ  </p>
<p>เพลง Viva la Vida ดังขึ้น คริส มาร์ติน ส่งเสียงร้องคล้ายผู้ยิ่งใหญ่คร่ำครวญถึงความปราชัย: </p>
<p>I used to rule the world<br />
Seas would rise when I gave the word<br />
Now in the morning I sleep alone<br />
Sweep the streets I used to own<br />
	&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p>4.<br />
ภาพของเด็กวัยรุ่นอายุประมาณ 20 ปี ผมยาวระดับต้นคอ หุ่นแบบบางสวมเสื้อยืดรัดรูปที่ปรากฏในกระจกมองหลังทุกครั้งที่เชนมองเข้าไป ทำให้นึกถึงเด็กน้อยตัวเล็กที่เคยนั่งเคียงข้างกันที่เบาะหน้า </p>
<p>ในค่ำคืนที่เชนออกไปขายตั๋ว เขาขับรถโดยมีเสียงเพลงของ หยาด นภาลัย  เป็นเพื่อนร่วมทาง เขาฟังเพลงสาวน้ำพองสะอื้น ทุ่งรวงทอง แสนแสบ ฯลฯ แต่หากมีเด็กน้อยร่วมเดินทาง เด็กน้อยชอบฟังเรื่องเล่าจากเขา และเชนก็รักการอธิบายความหมายให้เด็กน้อยฟัง<br />
เชนรักช่วงเวลาแบบนั้น </p>
<p>เด็กน้อยพาดเท้าเล็กๆ ไว้บนคอนโซน นั่งนับดาวที่ไม่มีวันหาจำนวนได้บนท้องฟ้า เชนสอนเด็กน้อยอยู่เสมอเมื่อออกมาขายตั๋ว หากคืนไหนดาวเต็มฟ้า นั่นหมายความว่า ในคืนนั้นฟ้าอนุญาตให้คนดูออกจากบ้าน หอบเสื่อหอบหมอนมานอนดูหนังล้อมผ้า แต่วันนี้หากคืนไหนมีดาวเต็มฟ้า คนดูไม่จำเป็นต้องหอบเสื่อหอบหมอนมานอนดูหนังล้อมผ้าอีกต่อไป&#8230; </p>
<p>เชนมองกระจกมองหลัง อย่างไม่แน่ชัดว่าเขาหรือเธอหลับหรือตื่นหรือเหม่อมองไปในความมืดดำของการหลับตา เขาหรือเธออาจคิดอะไรบางอย่างที่อาจตรงกันหรือตรงข้ามจากเชนโดยสิ้นเชิง เขาหรือเธออาจตื่นเต้น กังวลใจ รอคอย แต่เชนภาวนาให้ความคิดเหล่านั้นเป็นการคำนึงถึงการตัดสินใจที่อาจเปลี่ยนแปลง </p>
<p>เชนจำได้ว่าวันแรกที่เด็กน้อยโตพอเข้าโรงเรียน ในเช้าที่บรรยากาศสดใสปลายเดือนเมษายน ผีเสื้อตัวหนึ่งโฉบลงมาเกาะกระเป๋าเป้แบบมีช่องเสียบชื่อซึ่งเชนเป็นคนเลือกซื้อให้ เด็กน้อยตื่นเต้นดีใจเมื่อเชนบอกว่ามีผีเสื้อสีสวยตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกระเป๋าเป้… </p>
<p>เมื่อเชนขับรถไปส่งถึงที่และบอกกล่าวว่าตอนเย็นจะมารับ เด็กน้อยไม่ร้องไห้ออกมาสักแอะ ไม่มีความตื่นกลัวสถานที่ที่เรียกว่าโรงเรียน อาจเป็นเด็กที่แปลกและแตกต่างจากเด็กทั่วไป แปลกและแตกต่างจนครูประจำชั้นของเด็กน้อยบอกเชนว่าเด็กอาจมีปัญหา แต่เขาไม่เห็นว่ามีปัญหาใดพกอยู่ในกระเป๋าเป้แบบมีช่องเสียบชื่อ หรือกระเป๋าเสื้อนักเรียน  </p>
<p>เวลาผ่านไป จากเด็กน้อยเป็นวัยรุ่น วัยรุ่นเริ่มวาดภาพชีวิตของตัวเอง อาณาจักรที่สร้างขึ้นค่อยๆ ผลักเชนออกห่าง คำถามต่อสิ่งต่างๆ ที่เคยต้องการคำอธิบายเริ่มขาดหายดั่งสายฝนในเดือนสุดท้ายของฤดู เชนคล้ายคนขับเรือเฟอร์รี่ส่งผู้โดยสารถึงเกาะ – หมดความสำคัญ คำอธิบายต่อสรรพสิ่งที่เชนเคยบอกกล่าวดูไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป</p>
<p>ห้องนอนส่วนตัวแบ่งให้โลกมี 2 ใบในบ้าน 1 หลัง และหากเชนก้าวเข้าไปสำรวจ ก็ต้องโดนตราหน้าว่าเป็นการก้าวล่วงอย่างไม่มีมารยาท โลกของวัยรุ่นเป็นโลกที่มีเสน่ห์ทว่าสับสน โลกที่รื่นรมย์แต่เปลี่ยวเหงา โลกที่เรียกร้องให้คนเข้าใจแต่ไม่ยอมเปิดประตูให้ใครเข้าไป โลกของลูกที่เชนเฝ้ามองค่อยๆ ก่อความรำคาญสร้างความวิตกให้เขาทีละน้อย เมื่อในห้องนอนและกระเป๋าเป้ของลูกเริ่มมีบางสิ่งบ่งบอกถึงการหลงทาง แต่เชนได้พยายามประคับประคองช่วงเวลาเหล่านั้นอย่างดีที่สุด เชนผ่านช่วงเวลานั้นมาไม่นาน ช่วงเวลาของการเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแล ช่วงเวลาของการเป็นผู้ปกครองคอยควบคุม </p>
<p>วันนี้เขาเริ่มหมดความสำคัญเหมือนกระดิ่งศักดิ์สิทธิ์ร้างการสั่นสะเทือนของศรัทธา<br />
ทุกสิ่งที่พบเจอล้วนน่าสงสัย และเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ เชนไม่ชอบช่วงเวลาแบบนั้นนัก เขาเกลียดคำอธิบายถึงสิ่งที่ลูกเป็น </p>
<p>“มีไอ้นี่ไว้ทำไม” เชนจำได้ว่าโมโหเพียงใดเมื่อพบแผงยาคุมกำเนิดในห้องนอนของลูก และคำว่า ‘มึง’ ได้หลุดจากปากด้วยแรงสั่นสะเทือนโดยไม่ตั้งใจ </p>
<p>“มึงใช้กับใคร”</p>
<p>“เปล่า ไม่ได้ใช้กับใคร”</p>
<p>“แล้วมึงมีไว้ทำไม”</p>
<p>เชนยังจำได้อีกว่า หากลูกตอบแบบที่เขาคิด ยังดีเสียกว่าเหตุผลจริงๆ ที่ลูกใช้มัน	</p>
<p>แต่วันนี้ลูกของเชนกำลังบรรลุนิติภาวะ กำลังเป็นวัยรุ่นอายุ 20 ปี ผมยาวระดับต้นคอ สวมเสื้อยืดรัดรูป กำลังเติบโตเป็นผู้ใหญ่สามารถกำหนดและเลือกชีวิตให้ตัวเอง เชนรู้ดีในข้อนี้ และเตรียมรับมือกับสิ่งนี้มาตลอด โลกของลูกกำลังเริ่มต้น สวนทางกับเชน ชีวิตเขาคล้ายภาพยนตร์ลาโรง ไม่ต้องออกไปขายตั๋วหรือคอยคุมลูกน้องตระเวนเร่ฉายหนังอีก กิจการซบเซาไปตามยุคสมัย ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..<br />
I hear Jerusalem bells a ringing<br />
Roman Cavalry choirs are singing<br />
Be my mirror my sword and shield<br />
My missionaries in a foreign field<br />
For some reason I can&#8217;t explain<br />
Once you go there was never, never an honest word<br />
That was when I ruled the world<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p>น้ำเสียงของคริส มาร์ติน ในเพลง Viva la Vida<br />
ทำให้เชนคล้ายพระราชาที่ไพร่ฟ้าเคยภักดี<br />
ไม่ต่างศาสดาที่ศาสนิกเคยศรัทธา<br />
ดั่งพ่อที่ลูกเคยเกรงวาจา<br />
ทุกอย่างเปลี่ยนไป &#8211; ไม่เหมือนเดิม</p>
<p>5.<br />
ฝนพรำกระจกหน้ารถ ก่อนพรั่งพรูลงมาเป็นเส้นสายอย่างหนักเมื่อเข้าสู่เมืองชุมพร ที่ปัดน้ำฝนส่ายขึ้นจากขวาแล้วลงซ้าย เชนชะลอน้ำหนักเท้าที่เหยียบบนคันเร่ง เปิดไฟหน้ารถ ความจริงเขาควรเปิดไฟก่อนหน้า เพราะเวลานี้ได้เข้าสู่เขตแดนของกลางคืน &#8211; เชนใจลอย</p>
<p>เชนพารถเข้าไปจอดพักในปั๊มน้ำมันริมทางหลวง เขาหรือเธอวิ่งไปซื้อขนมนมเนยในมินิมาร์ท เชนนั่งสูบบุหรี่หน้าร้านกาแฟภายในปั๊ม โทรศัพท์มือถือสั่นและกรีดเสียงจนสะดุ้ง ภรรยาโทร.ถามถึงการเดินทาง เธอไม่ต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทาง ไม่ใช่ระยะทางยาวไกลบั่นทอนให้นั่งกระวนกระวายอยู่บ้าน หากแต่เป็นความรู้สึกบางอย่างที่เชนคิดว่าเข้าใจดี มนุษย์ทุกคนกลัวการเปลี่ยนแปลง วินาทีที่การเปลี่ยนแปลงมาเยือน ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงในทางดีหรือทางร้าย จิตใจมนุษย์ต้องโดนทดสอบจากบทเรียนของการโยกคลอน บางทีอาจด้วยเหตุที่ไม่มีใครสามารถหยั่งรู้ถึงเบื้องหลังความเปลี่ยนแปลง มันจะออกมาทางดีหรือทางร้าย หากมนุษย์กำหนดผลลัพธ์หลังการเปลี่ยนแปลงได้ตามใจต้องการ ความรู้สึกที่เรียกว่า ตื่นกลัว ตื่นเต้น รนลาน วิตกกังวล กระวนกระวาย คงไม่มีชื่อเรียก</p>
<p>ละอองฝนพรมตามลำแขนข้างซ้ายเชน เขาหรือเธอเพิ่งเดินมานั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ลำแขนด้านขวาของเขาหรือเธอจึงโดนเข็มน้ำเม็ดเล็กๆ ทิ่มตำ ลำแสงสีส้มบนเพดานฉายมายังโต๊ะที่นั่ง พ้นจากบริเวณลำแสงนั้นเป็นสีดำ ทั้งหมดนั่งนิ่งคล้ายเป็นบุคคลในเวลาของอดีต อาศัยอยู่ในลำแสงสีนวลตลอดกาล  เชนมองเขาหรือเธอนั่งตรงข้าม พลางคิดตำหนิการร้องขอ ข้อเรียกร้อง แต่เชนได้อนุญาตไปแล้ว ยอมรับการตัดสินใจนั้นไปแล้ว เปล่าประโยชนที่ต้องตั้งคำถามอีก เชนทำได้เพียงรอเข็มนาฬิกาจากฟ้า </p>
<p>เมื่อฝนซา เขาต้องออกเดินทาง&#8230;</p>
<p>ในความมืดสีน้ำเงิน แสงไฟหน้ารถส่องทางสว่าง เห็นเส้นสายฝนบางๆ เห็นเส้นแบ่งเลนถนน เห็นพุ่มไม้น้อยและต้นไม้ใหญ่อยู่บนไหล่ทางสองข้าง พ้นจากแสงไฟหน้ารถเป็นความมืด มันจะสว่างต่อเมื่อรถเคลื่อนเข้าไปใกล้ </p>
<p>บนฟ้าไม่มีดาวสักดวง ดาวไม่ชอบฟ้าชุ่มฝน คืนไหนไม่มีดาว เชนกังวลใจ มันหมายความถึงรายได้ที่อาจโดนชะล้างให้หายไปกับสายฝน แต่ตอนนี้ ดาว ฝน และฟ้า ไม่ได้มีส่วนกำหนดชีวิตเขาอีกต่อไป ไม่มีกิจการต้องดูแล มีเพียงเด็กวัยรุ่นอายุ 20 ปี หุ่นแบบบางสวมเสื้อยืดรัดรูปที่เขาต้องเฝ้ามองดู</p>
<p>ตั้งแต่ขับรถออกจากบ้าน เชนรู้สึกเหมือนเดินทางคนเดียว เบาะหน้าว่างเปล่า เขาหรือเธอเลือกนั่งเบาะหลัง ไม่ยอมแยกห่างจากกันแม้วินาที นี่อาจเป็นการเดินทางครั้งสุดท้าย ก่อนแยกขาดออกจากกันตลอดกาล เบาะหน้ามีเพียงที่เดียว ดังนั้น หากเขาหรือเธอนั่งเบาะหน้า เขาหรือเธอย่อมสูญเสียพื้นที่ส่วนตัว อาจเป็นเขาหรืออาจเป็นเธอนั่งเดียวดายอยู่เบาะหน้า เขาหรือเธอจึงเลือกนั่งด้วยกันที่เบาะหลัง ปล่อยเชนโดดเดี่ยวหลังพวงมาลัย</p>
<p>ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงการเปลี่ยนแปลง </p>
<p>ในความรู้สึกเชน&#8211; เส้นทางจากชุมพรไปยังภูเก็ตไม่ไกลสักนิด มันใกล้จนชวนผวา&#8230;</p>
<p>6.<br />
วันหนึ่ง เด็กน้อยยืนนิ่งจ้องมองกิ่งไม้กิ่งหนึ่งในต้นไม้ต้นหนึ่งภายในบ้าน ที่กิ่งไม้เล็กๆ กิ่งนั้นมีสิ่งมีชีวิตสีเข้มเกาะอยู่ เด็กน้อยสงสัยว่ามันคืออะไร </p>
<p>“ป๊าคิดว่ามันคล้ายดักแด้นะ” เชนรักการอธิบายความหมายให้เด็กน้อยฟัง</p>
<p>“ดักแด้คืออะไรเหรอป๊า” เด็กน้อยสงสัย</p>
<p>“เอ ดักแด้มันเคยเป็นหนอนมาก่อน แต่อีกไม่นานมันจะกลายเป็นผีเสื้อ”</p>
<p>“ผีเสื้อ?”</p>
<p>“ใช่ หนูรู้จักผีเสื้อมั้ย”</p>
<p>“ผีเสื้อมีปีก สีสวย” เด็กน้อยพยายามนึกถึงผีเสื้อ “แล้วทำไมดักแด้ถึงกลายเป็นผีเสื้อได้ล่ะป๊า”</p>
<p>“ป๊าก็ไม่แน่ใจนะว่าทำไมดักแด้ถึงกลายเป็นผีเสื้อได้ แต่เค้าเรียกกันว่าวงจรชีวิต ผีเสื้อไม่ได้เกิดมาแล้วมีหน้าตาสวยแบบที่มันเป็นเลยนะ ผีเสื้อจะอยู่ในไข่ก่อน ตอนแรกผีเสื้อจะต้องเป็นหนอนที่อยู่ในไข่ก่อน เมื่อถึงเวลาเหมาะสม ตัวหนอนจะฟักตัวออกมา&#8230;”</p>
<p>“หนอน&#8211;”</p>
<p>“ใช่ หนอน พอหนอนฟักตัวออกมาจากไข่ ป๊าว่ามันใช้เวลาเป็นหนอนประมาณ 20 วันมั้ง ระหว่างที่มันเป็นหนอนมันจะปล่อยใยออกมา ตัวมันก็จะค่อยๆ ใหญ่ขึ้นๆ จากนั้นมันจะลอกคราบจนตัวมันเริ่มเเข็ง กลายเป็นเปลือก เปลือกก็จะหุ้มตัวมันอย่างเจ้าตัวนี้ยังไงล่ะ”</p>
<p>“หูวว์ แล้วมันจะเป็นผีเสื้อตอนไหนป๊า”</p>
<p>“ป๊าไม่แน่ใจนะ แต่ป๊ารู้ว่า ผีเสื้อจะบินออกมาจากดักแด้ตอนเช้าตรู่ ผีเสื้อชอบแสงแดดสวยๆ เหมือนสีบนตัวของมัน”</p>
<p>หลังจากวันนั้น เด็กน้อยตื่นเช้าทุกวันเพื่อรอดูผีเสื้อขยับปีกออกจากดักแด้ เด็กน้อยสงสัยว่า หลังจากที่ผีเสื้อเป็นผีเสื้อแล้ว ผีเสื้อจะเป็นอะไรต่อไปอีก</p>
<p>“ผีเสื้อจะเป็นอะไรหลังจากเป็นผีเสื้อเหรอ” เชนพยายามหาคำตอบให้เด็กน้อย เชนรักช่วงเวลาแบบนี้ “ผีเสื้อก็จะกลับไปเป็นหนอนในไข่อีกน่ะสิ”</p>
<p>“ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ”</p>
<p>“เพราะมันเป็นวงจรชีวิตของผีเสื้อยังไงล่ะลูก แล้วโตขึ้นหนูจะเข้าใจเองว่าเกือบทุกอย่างในโลกล้วนวนกลับมาอยู่ที่เดิม และบางสิ่งแม้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว มันก็ยังหมุนกลับไปอยู่ที่เดิม&#8230;”</p>
<p>“เช่นอะไรบ้างป๊า”</p>
<p>“เช่นอะไรบ้างล่ะ เอ เช่นป๊า เช่นแม่ เช่นหนู แล้วก็เช่นอะไรอีกหลายๆ อย่างเต็มไปหมด”</p>
<p>“ถ้าอย่างนั้น ป๊าก็จะต้องกลับไปเป็นหนอนในไข่อีกเหรอ”</p>
<p>เชนรัก และบางครั้งก็คิดถึงช่วงเวลาแบบนั้น</p>
<p>7.<br />
รถเคลื่อนเข้าเขตเมืองพังงาตอนนาฬิกาบอกเวลา 5 ทุ่ม เชนจอดรถหน้าร้านข้าวต้ม<br />
เชนไม่หิว และไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเขาต้องการหรือไม่ เพียงแต่เคลื่อนรถเข้ามาจอดนิ่งหน้าร้านข้าวต้มเพียงเพราะอยากหยุดเดินทาง &#8211; แม้เพียงชั่วคราว </p>
<p>เชนสั่งเบียร์ขวดใหญ่ และกับข้าว 3 อย่าง เขาสั่งข้าวต้มและข้าวสวยอย่างละถ้วย เชนนั่งดื่มเบียร์ ส่วนเขาก้มหน้าก้มตากินอาหารตรงหน้า</p>
<p>สายฝนพรำลงมาอย่างต่อเนื่อง ไม่รุนแรงแต่ไม่ขาดสาย เชนมองสายฝนต้องแสงไฟสีส้มข้างถนน แนวเสาไฟตั้งห่างกันเป็นระยะ ระหว่างเสาไฟแต่ละต้นเป็นที่ว่างและความมืด เชนหันกลับมามองเขากำลังคีบหน่อไม้จีนใส่ชามข้าวสวย ในตอนเดินทางกลับ หากเชนกลับมานั่งกินข้าวที่นี่อีกครั้ง แน่นอนว่า ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม เขาที่นั่งตรงหน้าเชนจะไม่เหมือนเดิม เชนก็จะไม่เหมือนเดิม </p>
<p>เบียร์แก้วสุดท้ายละลายหายไปด้วยสายตาของลูกชายที่คล้ายเร่งเร้า แต่เป็นการเร่งเร้าเว้าวอนโดยไร้สำเนียงเสียง เป็นการเร่งเร้าที่นิ่งเงียบ ทว่าทำให้เชนเข้าใจว่าไม่มีใครสั่งให้สายฝนที่พรำอยู่ด้านนอกหยุดลงได้ และเมื่อเบียร์ในแก้วสุดท้ายหายไป เขาก็ตระหนักได้ว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น&#8230; </p>
<p>เขาเป็นได้เพียงผู้เฝ้ามอง </p>
<p>8.<br />
เชนไม่รู้ตัวว่าได้ผ่อนน้ำหนักเท้าที่เหยียบบนคันเร่งจนรถเคลื่อนไปข้างหน้าช้าลงตั้งแต่ตอนไหน แต่รถก็ยังเคลื่อนไปข้างหน้า เขาจำได้ว่า ช่วงวัยหนึ่งที่เด็กน้อยเต็มไปด้วยคำถาม ทุกสิ่งในโลกที่เด็กน้อยเพิ่งเคยพบเจอล้วนแล้วแต่น่าสงสัย และเต็มไปด้วยคำถามที่ต้องนำมาซักไซ้ เชนรักช่วงเวลาแบบนั้น เขารักการนิยามความหมายสรรพสิ่งให้เด็กน้อยไม่รู้ความหมายได้ฟัง เขาชอบเวลาเช่นนั้น </p>
<p>แต่ไม่ชอบเวลาในตอนนี้นัก เชนอยากกระทืบเท้าลงบนเบรกแล้ววาดพวงมาลัย 180 องศา พารถพุ่งสวนทิศที่กำลังมุ่งหน้าไป  เมื่อรถเคลื่อนเข้าใกล้สะพานสารสินเพียงใด ความทรงจำของเขายิ่งวิ่งย้อนไปไกล ราวความทรงจำต้องการพาร่างกายหนีย้อนไปสู่เส้นทางที่จากมา</p>
<p>&#8220;มีไอ้นี่ไปทำไมเหรอป๊า&#8221; เชนจำได้ว่าเด็กน้อยเคยถามเมื่อนานมาแล้ว &#8220;มีไอ้นี่ไว้ทำไม&#8221; ทำให้เขาหัวเราะและเอ็นดูความสงสัย ภรรยาไม่เห็นด้วย หากเชนจะอธิบายเรื่องแบบนั้นให้เด็กฟัง เธอกลัวเด็กสับสนและไม่เข้าใจ แต่เชนชอบนิยามชอบอธิบายความหมายและเด็กน้อยก็ซักไซ้ด้วยความสงสัย มันมีไว้ทำอะไร เด็กน้อยถามพลางดึงทึ้งเสียยืดยาว ภรรยาโมโหและดุเล็กๆ ว่าอย่าทำแบบนั้นนะคะ อย่าทำแบบนั้น แต่เด็กน้อยไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้มีไว้เพื่ออะไร เชนพยายามอธิบายว่าสิ่งนี้มีไว้เพื่อปลดปล่อยของเสียในรูปปัสสาวะ จำเป็นต้องมีเพราะเผ่าพันธุ์มนุษย์ดำรงอยู่ด้วยสิ่งนี้ เด็กน้อยไม่เข้าใจและพยายามดึงราวต้องการให้มันหลุดขาดจากร่างกาย เขาหัวเราะ</p>
<p>เชนรักช่วงเวลาแบบนั้น</p>
<p>สำหรับเด็กน้อย คำถามเกิดได้ทุกหนแห่ง ไม่เว้นแม้ในห้องน้ำ เด็กน้อยเกิดสงสัยเมื่ออาบน้ำกับผู้เป็นแม่ เด็กน้อยร้องไห้ เดินออกมาจากห้องน้ำเพื่อหาคำตอบกับเขา</p>
<p>“ทำไมแม่ไม่มีเหมือนหนูล่ะป๊า”</p>
<p>เชนอ้ำอึ้งอยู่นาน คิดเรียบเรียงและควานหาคำตอบอันเหมาะสมแก่เด็กน้อย เด็กน้อยคงเข้าใจมาตลอดว่าทุกคนคงเหมือนและไม่มีอะไรแตกต่าง แต่เมื่อแม่ไม่มีบางสิ่งยื่นออกมาจากระหว่างขา เด็กน้อยอาจหวั่นเกรงความแตกต่าง ไม่เข้าใจว่าทำไมสิ่งที่ตัวเองมี แม่จึงไม่มี</p>
<p>“มันเป็นความแตกต่างระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงน่ะลูก” เชนตอบ “เช็ดน้ำตาซะนะ มันไม่ใช่เรื่องแปลก อย่างน้อย ป๊าก็มีมันเหมือนกัน”</p>
<p>เชนรักช่วงเวลาเหล่านั้น</p>
<p>“มีไอ้นี่ไว้ทำไมเหรอป๊า” เชนจำได้ว่าเขาหรือเธอเคยถามเมื่อนานมาแล้ว &#8220;มีไอ้นี่ไว้ทำไม&#8221; ทำให้เขาหัวเราะและเอ็นดูความสงสัย</p>
<p>“มีไว้ซื้อความสุขยังไงล่ะจ๊ะ” เชนตอบ แต่เด็กน้อยยังไม่คลายสงสัย </p>
<p>“ความสุขคืออะไรเหรอป๊า”</p>
<p>เชนจำเสียงหัวเราะของตัวเองในวันนั้นได้ เขาชอบบรรยากาศแบบนั้น เขารักการนิยามความหมาย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตอบคำถามเด็กในวัยช่างสงสัย</p>
<p>“ความสุขเหรอ” เชนรวบรวมความคิดก่อนตอบเด็กน้อย “ความสุขก็คือสิ่งที่ทำให้เราสบายยังไงล่ะ ความสุขที่ทำให้ชีวิตเราสบาย ไม่ลำบาก อย่างป๊า—มีรถกระบะขับ ป๊าก็ไม่ลำบาก ถ้าหนูโตขึ้นอยากมีความสุข ต้องขยันหากระดาษแลกความสุขเอาไว้เยอะๆ เหมือนที่ป๊ากำลังทำยังไงล่ะ”</p>
<p>เชนรักช่วงอารมณ์นั้น</p>
<p>“แล้วนี่ใครเหรอป๊า” เชนจำได้ว่าเขาหรือเธอเคยถามเมื่อนานมาแล้ว “ทำไมต้องมีรูปคนนี้อยู่ในกระดาษแลกความสุขด้วยล่ะ”</p>
<p>“คนนี้เป็นบุคคลที่เราต่างเคารพรัก” เชนอธิบาย “ท่านเป็นผู้มีพระคุณต่อเรา ต่อป๊า ต่อแม่ ต่อหนู ต่อคนทุกคนในประเทศ”</p>
<p>เชนรักและคิดถึงช่วงเวลาในวันนั้น ซึ่งไม่มีวันย้อนคืน</p>
<p>9.<br />
การเปลี่ยนแปลงกำลังรออยู่ข้างหน้า&#8230;</p>
<p>เมื่อเชนพารถเคลื่อนสู่กลางสะพานสารสิน เขาก็ตระหนักว่า นี่อาจเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายระหว่างเขากับลูกชาย ไม่มีใครหลีกหนีการเปลี่ยนแปลงได้ แม้ใครจะวาดภาพมันไว้น่ากลัวปานใด แต่ท้ายที่สุดใครคนนั้นต้องยอมจ้องตากับความเปลี่ยนแปลง </p>
<p>เขาเพียงแต่กังวลว่า การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าจะไม่ได้พาลูกก้าวไปข้างหน้า เขากังวลไปต่างๆ นานา กังวลว่าบททดสอบทางจิตวิทยาต่างๆ ที่ผ่านมาจะผิดพลาด</p>
<p>แล้วโตขึ้นหนูจะเข้าใจเองว่าเกือบทุกอย่างในโลกล้วนวนกลับมาอยู่ที่เดิม และบางสิ่งแม้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว มันก็ยังหมุนกลับไปอยู่ที่เดิม&#8230;</p>
<p>เชนเพียงแต่กลัว&#8230; กลัวการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เปลี่ยนแปลง</p>
<p>เชนรู้สึกเหนื่อยและเพลีย เส้นเลือดในขมับเต้นเป็นจังหวะหนักๆ คงเป็นเพราะการนั่งขับรถทางไกล และเบียร์ที่ดื่มก็ไม่ได้คลายความเมื่อยล้าได้มากนัก แต่ปลายทางอยู่ไม่ไกล เมื่อพ้นผ่านสะพานสารสิน เชนจะได้พักผ่อน</p>
<p>เชนละสายตาจากปลายสะพานสารสินที่อยู่ข้างหน้า เหลือบมองกระจกมองหลังที่อยู่เยื้องไปทางซ้าย เชนขยี้ตาที่พร่ามัว แต่ภาพที่ปรากฏในนั้นคือเด็กสาวอายุประมาณ 20 ปี ผมยาวระดับต้นคอ หุ่นแบบบางสวมเสื้อยืดรัดรูป นั่งหลังตรงจดจ้องไปยังปลายสะพานสารสินที่กำลังจะผ่านพ้นไปด้วยอาการสงบนิ่ง  </p>
<p>เชนนึกถึงผีเสื้อตัวหนึ่งในเช้าที่แดดสวย ●  </p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/veerapong.wordpress.com/52/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/veerapong.wordpress.com/52/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/veerapong.wordpress.com/52/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/veerapong.wordpress.com/52/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/veerapong.wordpress.com/52/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/veerapong.wordpress.com/52/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/veerapong.wordpress.com/52/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/veerapong.wordpress.com/52/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/veerapong.wordpress.com/52/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/veerapong.wordpress.com/52/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/veerapong.wordpress.com/52/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/veerapong.wordpress.com/52/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/veerapong.wordpress.com/52/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/veerapong.wordpress.com/52/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=veerapong.wordpress.com&amp;blog=2668691&amp;post=52&amp;subd=veerapong&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://veerapong.wordpress.com/2010/01/04/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9d%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/77a9d6a6a27b2c23750a78c313e20e0d?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">veerapong-is-me</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>สีของพระเอก</title>
		<link>http://veerapong.wordpress.com/2010/01/04/%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://veerapong.wordpress.com/2010/01/04/%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 04 Jan 2010 11:38:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>veerapong-is-me</dc:creator>
				<category><![CDATA[Short Story]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://veerapong.wordpress.com/?p=49</guid>
		<description><![CDATA[พระเอกเก่าดาวรุ่งในยุคมิตร ชัยบัญชา กลับมาเล่นหนังใหญ่อีกครั้งในยุคที่หนังไทยเต็มไปด้วยความหลากหลาย เขากลับมารับบทพระเอกอีกครั้ง เล่นคู่กับนางเอกสาวรุ่นลูก และต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก รวมถึงคำถามจากนางเอกของเขาว่า 
"คุณอา - ใส่เสื้อสีอะไรคะ" <a href="http://veerapong.wordpress.com/2010/01/04/%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=veerapong.wordpress.com&amp;blog=2668691&amp;post=49&amp;subd=veerapong&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>-1-<br />
ท่ามกลางความมืดสีน้ำเงิน ผมนึกย้อนกลับไปถึงตอนที่แสงแดดสีทองกำลังเล่นซุกซนจนผืนฟ้าและก้อนเมฆบริเวณนั้นเปื้อนสีเหลืองไปตามตามกัน ชั่วขณะที่ดวงอาทิตย์ค่อยค่อยคล้อยตัวลงต่ำ ก้อนเมฆสีเหลืองเหล่านั้นก็ค่อยค่อยถูกแทนที่ด้วยการระบายของสีส้ม เมื่อสบตากับดวงอาทิตย์กลมโต ผมระบุไม่ถูกว่าเป็นเวลานานเพียงใดที่สีส้มสุกปลั่งของดวงอาทิตย์จะอวดโฉมอย่างนอบน้อมและเป็นมิตรต่อสายตามนุษย์ที่สุด รู้เพียงว่าในเวลาหนึ่งวัน เรามีโอกาสได้สัมผัสมันเพียงช่วงเวลาสั้นๆ และนั่นทำให้ผมรู้สึกหวงแหนมัน จากนั้น ผืนฟ้าสีส้มสุกปลั่งแต่ดูนุ่มนวลจะค่อยค่อยเรื่อแดง ขณะบางส่วนยังคงเปื้อนสีส้มเล็กน้อย ก่อนที่ท้องฟ้าจะถูกอมด้วยสีแดงจนทั่วฟ้าแดงฉาน </p>
<p>แต่ตอนนี้ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม เมื่อมองจากจุดที่ผมนั่งจะเห็นเพียงเงารางรางของระลอกคลื่นที่พยายามฝ่าด่านความมืดสีน้ำเงินเข้ามาไล้ชายหาด</p>
<p>ก่อนที่ผมจะลืมไปว่ามีเด็กสาวนั่งอยู่ข้างกาย เธอก็กระแอมทวงคำตอบ “ต้องใช้เวลาคิดนานขนาดนั้นเลยหรือคะ”</p>
<p>เหมือนคำตอบติดอยู่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย แต่ผมไม่กล้าตอบออกไปตรงๆ </p>
<p>และคงพิรี้พิไรเกินงาม หากผมตอบเธอว่า  </p>
<p>“สีส้มสุกปลั่งของดวงอาทิตย์ที่อวดตัวอย่างนอบน้อมและเป็นมิตรต่อสายตามนุษย์ที่สุด”</p>
<p>-2-<br />
แต่ก่อนที่ความมืดสีน้ำเงินจะห่มคลุมผืนฟ้า สายตาผมจับจ้องบนผิวน้ำทะเลสีคราม บนพื้นผิวสีครามของมันถูกอาบด้วยสีส้มของแดดยามเย็น ข้างกายมีเด็กสาวนั่งกอดเข่าในลักษณะเดียวกับผม เราต่างนั่งบนผืนทรายสีขาวห่างกันเพียงแสงสีส้มนั้นลอดผ่านได้เพียงน้อยนิด ในสมองผมว้าวุ่นด้วยระลอกความสับสนต่างจากทัศนียภาพอันสงบที่แผ่กว้างอยู่เบื้องหน้า นึกประหม่าถึงเหตุการณ์ที่จะต้องเกิดขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจ ไม่มีใครกำหนดช่วงเวลาที่แน่นอนว่าผมควรจูบเธอตอนไหน รู้เพียงว่าในอีกไม่กี่ลมหายใจเข้า-ออกที่จะล่วงผ่าน ผมต้องหันหน้าไปหาเธออย่างช้าช้า แล้วเธอจะหันหน้าตอบกลับในลักษณะเดียวกัน จากนั้นผมต้องบรรจงโน้มใบหน้าไปจูบเธออย่างเป็นธรรมชาติที่สุด</p>
<p>ใช่ว่าผมไม่เคยลิ้มรสจูบมาก่อน คงน่าสมเพชเวทนาเกินไปหากชายผู้ใช้ชีวิตมาครึ่งหนึ่งของอายุขัยเฉลี่ยมนุษย์ไม่เคยสัมผัสริมฝีปากเคล้าลมหายใจของหญิงสาว แต่ที่ผมสับสนว้าวุ่นและไม่มีสมาธิอยู่ในตอนนี้ ก็เพราะหญิงสาวที่ผมต้องจูบ เธอมีอายุเพียงสิบเก้าปี! </p>
<p>สิบเก้าปีเมื่อเปรียบเทียบกับอายุของผม ผมควรโน้มใบหน้าไปหอมเธอด้วยความรักแบบที่พ่อมีต่อลูกมากกว่าที่จะประทับจูบให้เธออย่างคนหนุ่มมอบแก่หญิงสาว</p>
<p>ช่วงเวลาสั้นๆ ที่นั่งอยู่ตรงนั้น ผมคิดอะไรต่อมิอะไรในหัวมากมายเสียจนเหมือนกับว่าไม่ได้คิดอะไรเลยสักเรื่อง มันควรจะจบๆ ไปเสียที เมื่อคิดได้เช่นนี้ ใบหน้าของผมจึงเบือนหนีความสวยงามของทะเลยามเย็นไปสบเข้ากับความสวยงามอีกแบบที่มีอยู่บนโลก…</p>
<p>ใบหน้าของเด็กสาวค่อยๆ หันมาในลักษณะเดียวกับผม สิ่งแรกที่ผมเห็นคือดวงตาคู่นั้นของเธอ ดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ ชั่วเวลาไม่กี่วินาทีที่แววตาของเธอค่อยๆ แสดงอารมณ์บางอย่างออกมา ผมสัมผัสได้ในทันทีว่ามันเป็นอารมณ์ของความปรารถนา แต่มันเป็นความปรารถนาแบบไหนกัน ผมไม่มีเวลาคิดว่าเธอปรารถนาความรักจากผมแบบไหน ผมพยายามสลัดความคิดที่พยายามคาดเดาว่า เธออาจปรารถนาความรักจากชายผู้เป็นพ่อ เพราะผมต้องมอบความรักในแบบหนุ่มสาวแก่เธอ</p>
<p>ริมฝีปากผมแตะริมฝีปากเธอบางเบา คล้ายริมฝีปากเธอกระตุกตอบ ผมใจสั่นทันที เมื่อริมฝีปากล่างของเธอเคลื่อนเข้ามาอยู่ในริมฝีปากบนของผม </p>
<p>ราวกับเวลาหยุดเดิน ระริ้วคลื่นค้างชะงัก ดวงอาทิตย์หยุดเคลื่อนคล้อย แสงสีส้มนวลตาสาดกระจาย เมื่อลิ้นของเราสัมผัสกัน!</p>
<p>-3-<br />
ในยุคที่ผมเป็นพระเอก เมื่อประมาณสามสิบปีที่แล้วเป็นยุคที่หนังบู๊ครองเมือง คำว่า ‘ระเบิดภูเขา เผากระท่อม’ ก็ถือกำเนิดในยุคนั้น เนื่องด้วยพระเอกจะต้องแข็งแรงกร้าวแกร่งและเป็นสุภาพบุรุษ แน่นอนว่าหากมิตร ชัยบัญชาไม่เสียชีวิตในปี 2513 พระเอกอย่างผมคงไม่ได้เกิด แม้ชื่อเสียงของผมจะไม่โดดเด่นนำขบวนเหมือนพระเอกร่วมรุ่นอย่างสมบัติ เมทะนี แต่ถือได้ว่าผมก็อยู่ในรถไฟแห่งยุคสมัยขบวนนั้น แน่นอน นี่คืออีกสิ่งที่ถือเป็นความภูมิใจของชายอายุห้าสิบกว่าๆ อย่างผม ความทรงจำที่ดี การได้รับการจดจำในฐานะพระเอก นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมเลิกเล่นหนัง เพราะรับไม่ได้หากต้องแสดงในบทที่มีความสำคัญน้อยกว่าบทนำ หากพูดแบบไม่เกรงใจตัวเอง ผมรับไม่ได้หากไม่ได้เล่นเป็นพระเอก</p>
<p>ราวๆ ปี 2516-2519 ที่เหตุการณ์ทางการเมืองของประเทศผมได้เปลี่ยนรสนิยมในการสร้างของผู้คนในแวดวงอย่างทีละน้อย เริ่มมีนักสร้างหนังรุ่นใหม่ๆ ทำหนังสะท้อนสังคมออกมา ผมอยากเล่นหนังเรื่องเขาชื่อกานต์ เพราะชอบบทหมอผู้รักความยุติธรรมอย่างนั้น แต่ผู้กำกับเลือกสรพงศ์ ชาตรี ไม่ใช่ผม</p>
<p>หลังจากช่วงนี้ บทบาทพระเอกเริ่มมีความดีเลวปะปนกัน พระเอกบางเรื่องไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีอีกต่อไป หนังบางเรื่อง พระเอกกลายเป็นลูสเซอร์ผู้พ่ายแพ้ ในตอนนั้นผมรับไม่ได้กับหนังแอนตี้-ฮีโร่อย่างนั้น สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ผมเริ่มรับหนังปีละเรื่องสองปีเรื่อง จนเลิกเล่นไปในที่สุด ไม่ใช่ไม่มีผู้กำกับคนใดยื่นบทมาให้พิจารณา หากแต่เมื่ออ่านบทที่ต้องสวมบทบาทแล้ว ผมจำต้องปฏิเสธ บางเรื่องผมต้องเล่นเป็นแมงดา บางเรื่องเล่นเป็นขี้เมาซ้อมเมีย บทบาทพระเอกที่เป็นสุภาพบุรุษผดุงความยุติธรรมเริ่มเดินทางมาไม่ถึงมือผม คล้อยหลังยุคของผม มีพระเอกหลายๆ คนที่แจ้งเกิด พวกเขาไม่จำเป็นต้องกล้ามโต หรือเสียงหล่อ ดูอย่างไพโรจน์ สังขบริบุตรนั่นสิ หมอผอมแห้งแรงน้อย ซ้ำยังผิวดำอย่างนั้น ยังแจ้งเกิดเป็นพระเอกเล่นหนังทำเงินอีกด้วย ยุคสมัยค่อยๆ เปลี่ยนไป เมื่อรับไม่ได้ก็ต้องถอยหลังนั่งดูอยู่ห่างๆ </p>
<p>หนังไทยยุคหลังจากที่ผมเลิกแสดงค่อยๆ เปลี่ยนอย่างน่าสนใจ หนังไทยค่อยๆ พัฒนาขึ้นอย่างเป็นลำดับ จากที่ตัวพระ-นางเคยเป็นแม่เหล็กดูดคนดู ทุกวันนี้ชื่อผู้กำกับมีพลังดึงดูดอย่างน่าสนใจ หลายคนที่ผมแอบชื่นชม บางวันผมรู้สึกว่าโชคร้ายที่เกิดมาเร็วไปหน่อย ขณะบางความคิดก็สมน้ำหน้าตัวเองถึงความคิดอันคับแคบแท้ๆ ที่ทำให้อายุงานหดสั้น หนังทุกวันนี้เริ่มกลืนเส้นแบ่งระหว่างโลกมายากับโลกความจริง มันซ้อนทับกันอยู่ ผมเปลี่ยนนิยามของคำว่าหนังดีเสียใหม่ หนังที่ดีจะมีความสมจริงราวกับชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง หนังบางเรื่องพระเอกไม่ใช่คนดีขาวสะอ้านอย่างพระเอกในยุคผมอีกต่อไป ผมเริ่มเปิดกว้างในการดูหนังมากขึ้น เริ่มไม่แอนตี้หนังแนวแอนตี้-ฮีโร่อีกต่อไป </p>
<p>ทำไมผมจึงไม่คิดเช่นนี้ในวันนั้น พระเอกทุกวันนี้มีความเป็นมนุษย์มากกว่าพระเอกในยุคผม นี่คือความเห็นส่วนตัวของผม มนุษย์ที่มีความดีเลวปะปนกัน หนังบางเรื่องทำให้เราเห็นภาพจำลองของมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึกรู้สาอย่างมนุษย์ </p>
<p>นี่แหละ ผมจึงตัดสินใจรับเล่นหนังเรื่องนี้ เพื่อยืนยันกับตัวเองว่าพระเอกในโลกภาพยนตร์ไม่ต่างจากมนุษย์บนโลกความจริง แต่หากว่า ผมจะพูดให้ใกล้เคียงความจริงกว่านี้ เอาเข้าจริงๆ แล้ว ผมต้องการชดเชยความรู้สึกผิดบาปของตัวเองที่เคยทำต่อมาลี   	</p>
<p>-4-<br />
เหตุผลของผู้กำกับ ที่เขาเลือกเปิดกล้องด้วยซีนสุดท้ายของฉากสุดท้ายในหนังเรื่องนี้ เพราะอยากให้ตัวละครชายแก่ที่บังเอิญพลัดหลงเข้ามารู้จักกับเด็กสาวคราวลูก จนเกิดความผูกพันจนพัฒนาเป็นความปรารถนาที่อธิบายออกมาตรงๆ ไม่ได้ ผู้กำกับอยากให้ฉากจูบริมทะเลเต็มไปด้วยความเคอะเขินและสับสนอย่างเป็นธรรมชาติและสมจริงที่สุด เพราะตัวละครชายแก่ต้องสับสนระหว่างความปรารถนาของตนเองกับความเหมาะสมในสายตาคนอื่น </p>
<p>แน่นอนว่าผู้กำกับคาดการณ์ได้อย่างถูกเผงและแม่นยำ</p>
<p>ผู้กำกับพูดอะไรบางอย่างกับผม แต่ผมไม่ได้ยิน ใจยังคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อครู่ ผมลอบมองเด็กสาวที่นั่งจดจ้องอยู่หน้าจอมอนิเตอร์โดยมีผู้กำกับหนุ่มนั่งคั่นกลาง เธอดูตั้งใจกับสิ่งที่ปรากฏในจอมอนิเตอร์นั้น ราวกับว่าเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อครู่ระหว่างเราได้จบลงอย่างเด็ดขาดหลังสิ้นเสียง ‘คัท’ ของผู้กำกับหนุ่ม แต่ดูเหมือนว่าลมหายใจร้อนผ่าวของเธอยังป้วนเปี้ยนอยู่บริเวณปลายจมูกผม ทั้งๆ ที่หากนับประสบการณ์การแสดง ผมย่อมมีมากกว่าหลายขุม จะด้อยกว่าก็ตรงร้างเวทีมานาน สิ่งที่เธอกังวลคือภาพย้อนแสงของชายหญิงต่างวัยคู่หนึ่งนั่งจูบกัน เธอถามผู้กำกับว่าพอใจไหมกับการแสดงของเธอที่ผ่านไปเมื่อครู่ เขาบอกเธอว่าอยากให้เล่นแบบนี้อีกในเย็นวันพรุ่ง นั่นทำให้ใจผมแทบหยุดเต้น อย่างน่าประหลาด ผมรู้สึกอึดอัดกับเย็นพรุ่งนี้ที่จะมาถึงพอๆ กับอยากให้มันมาถึงในพริบตา ผมตอบตัวเองไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร </p>
<p>รู้เพียงแต่ว่าพรุ่งนี้ผมจะได้จูบเธออีกครั้ง</p>
<p>-5-<br />
ในตอนที่ผมนั่งอ่านบทหนังเรื่องนี้อยู่ที่บ้าน ผมรู้สึกว่านี่คือเรื่องราวที่สามารถเกิดขึ้นกับชายวัยห้าสิบคนไหนก็ได้ทั้งนั้น เมื่ออ่านจบรอบแรก ผมตัดสินใจยกหูโทรศัพท์เพื่อยืนยันข้อตกลงรับเล่นหนังเรื่องนี้ทันที ไม่ใช่เพราะผู้ที่มาสวมบทชายแก่ผู้เผชิญวิกฤตคนนี้จะมีชื่อเด่นหราในฐานะพระเอก แต่มันเป็นสิ่งที่ผมต้องการชดเชยตัวเองมาตลอดว่าพระเอกสามารถเป็นคนรักของความผิดบาปได้อย่างซื่อสัตย์</p>
<p>แต่ระหว่างที่กลับมาบังกะโลเพื่อพักผ่อนรอถ่ายทำในวันพรุ่งนี้ ผมรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่เล่นหนังเรื่องนี้ ขณะเดียวกันก็กลับรู้สึกว่าต้องเสียใจหากไม่ได้เล่นหนังเรื่องนี้ ความรู้สึกสองอย่างนี้ผสมปนเปอย่างหนักเมื่อผมคิดถึงเมื่อเย็นย่ำที่ได้จูบเธอ</p>
<p>เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง ผมเปิดออกไปดูพบเด็กหนุ่มที่อยู่ทีมจัดแสงยืนอุ้มถาดเบียร์กระป๋องตราดาวแดงบนพื้นเขียวจำนวนสี่สิบแปดกระป๋องบนถาดสองถาดที่วางซ้อนกัน ผมบอกตามสบาย เพราะอยากทำสมาธิสำหรับการแสดงในวันพรุ่งนี้ เขาบอกถ้าเปลี่ยนใจให้ตามไปที่บ้านพักหลังที่ผู้กำกับพักอยู่</p>
<p>แต่ผมไม่ได้สนใจบทที่ต้องเล่นในวันพรุ่งนี้แม้แต่บรรทัดเดียว นอกจากซีนสุดท้ายของฉากสุดท้ายที่ต้องถ่ายในแดดสุดท้ายของวันพรุ่งนี้ ซึ่งไม่มีบทต้องพูด บางชั่วขณะ ผมรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาอย่างบังคับไม่ได้ จึงเดินไปเคาะประตูบ้านของผู้กำกับ ได้เบียร์มาสองกระป๋องก่อนจะขอตัวเดินเล่นเลียบเลาะชายหาด</p>
<p>เดินไปได้ไม่ไกล ผมหยุดนั่งเก้าอี้ผ้าใบในบริเวณชายหาดของบังกะโล เปิดกระป๋องเบียร์ยกดื่มเพื่อขับไล่ความหนาวลึกลับ แต่เสียงของเด็กสาวก็ทำให้ผมหนาวสั่นขึ้นไปอีก</p>
<p>เสียงของเธอโผล่มาจากด้านหลัง “คุณอานอนไม่หลับหรือคะ” ประสาทสัมผัสผมรับรู้การมาเยือนของเธอในทันที แต่ผมทำทีว่าตกใจเมื่อเอี้ยวตัวไปทางต้นเสียง “อ้าว นึกว่าใคร”</p>
<p>เธอสวมกางเกงยีนส์ขาสั้นตัวเล็กเข้ารูปเช่นเดียวกับเสื้อที-แบ็คสีขาว มีผ้าชีฟองเนื้อเบาโพกมัดรอบศีรษะ เธอมายืนตรงหน้าผมในระยะประชิด ทัศนียภาพเบื้องหน้าที่ผมเห็นในตอนนี้ถูกบดบังด้วยเรียวขาทั้งสองข้างของเธอ เธอก้มหน้าลงมามองผม “ที่แท้ก็แอบมานั่งจิบเบียร์ชมวิวอยู่นี่เอง”</p>
<p>ด้วยวัยขนาดเธอคงไม่ได้คิดอะไรกับผม (หรืออาจผิดจากที่ผมคิด) แต่ลักษณะที่เธอมายืนอยู่ตรงหน้าอย่างตอนนี้ มันทำให้ผมอดกลั้นความอึดอัดไม่ได้ ผมจึงเอนหลังแนบพนักเพื่อพาสายตาและใบหน้าให้ห่างจากเรียวขาของเธอ</p>
<p>“ขอนั่งด้วยคนได้มั้ยคะ”</p>
<p>“เชิญครับ” มอง! ผมสั่งให้สายตาตัวเองจดจ้องเฉพาะดวงตาเธอ “ยังไม่นอนเหมือนกันเหรอ” </p>
<p>“ยังค่ะ เวลาอยู่บ้าน ถ้าไม่ตีสอง หัวไม่มีทางถึงหมอน” เธอนั่งลงพร้อมเอี้ยวใบหน้ามาใกล้ผม “พี่ต้อมบอกให้หนูคุยกับอาบ่อยๆ พี่ต้อมบอกจะได้คุ้นเคยกัน เพราะฉากต่อๆ ไปเราต้องสนิทกัน” เธอพูดจบ หัวเราะเสียงใส</p>
<p>อย่า! ผมพยายามร้องห้ามตัวเองว่า อย่าจ้องเรียวขาของเธอ</p>
<p>“อาว่าวันนี้หนูเล่นเป็นยังไงค่ะ”</p>
<p>เหมือนลำคอแห้งผาก เสียงของผมแหบแห้งตะกุกตะกัก ต้องยกเบียร์ขึ้นจิบ และหัวเราะแก้เขิน</p>
<p>“อายุขนาดหนู ถือว่าเก่งนะ” แม้แต่ดวงตา ผมไม่กล้าสบ “อาเห็นแววตา จริงๆ นะ อาเกือบเล่นไม่ได้”</p>
<p>“นี่เป็นครั้งแรกของหนูเลยนะ…” เธอหยุดพูด ก่อนหัวเราะ “หนูหมายถึงเล่นบทเลิฟซีนน่ะค่ะ โดยเฉพาะกับคนแก่ เอ่อ หนูไม่ได้ว่าอาแก่นะ” เธอหัวเราะดังกว่าเดิม </p>
<p>“นี่ก็ครั้งแรกของอาเหมือนกัน” ผมหัวเราะกลบคำพูดของเธอประโยคเมื่อกี๊ แต่&#8230; ไม่สิ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมจูบเด็กสาว ผมไม่น่าลืมเด็กสาวคนหนึ่ง และมาลีได้ง่ายดายอย่างนี้</p>
<p>แต่เรื่องมันเลยผ่านมาแล้ว และนี่ผมกำลังชดใช้ความรู้สึกของตัวเองอยู่ ที่พูดอย่างนี้ เพราะผมไม่สามารถชดเชยคืนมาลีได้ </p>
<p>ผมพยายามลืมมาลี หันมาให้ความสนใจนางเอกรุ่นลูกต่อ</p>
<p>นี่คือความคิดผม แม้เธอจะอายุเพียงสิบเก้า แต่ฝีมือการแสดงของเธอถือว่าเข้าขั้น ผมได้แต่คิดไปเล่นๆ ว่า เพราะความสมจริงของโลกภาพยนตร์ในยุคนี้นี่แหละ ที่ทำให้เด็กหนุ่มสาวสมัยนี้สามารถงัดเอาทักษะการแสดงออกมาได้ง่ายกว่านักแสดงในยุคผม ทักษะการแสดงที่ช่างคล้ายคลึงกับทักษะในการใช้ชีวิต นักแสดงวัยรุ่นหลายคนรวมถึงนักแสดงเด็กๆในยุคนี้จึงเล่นหนังเล่นละครกันได้ดี อาจเพราะโลกความจริงที่เข้ามาเหลื่อมซ้อนกับโลกมายา หรือบางทีโลกมายาได้เคลื่อนเข้ามาปิดสนิทกับโลกความจริง </p>
<p>ผมเปิดเบียร์กระป๋องที่เหลือ ยังไม่ทันได้ยกจิบ เธอเอ่ยขึ้น “หนูอ่านข่าว เขาบอกว่าหนูเล่นประกบกับพระเอก เอ่อ..” </p>
<p>“พระเอกรุ่นลายคราม” ผมช่วยให้เธอสบายขึ้น เธอหัวเราะพอใจ</p>
<p>“ค่ะ แต่หนูไม่เคยดูหนังที่อาเล่นเลยสักเรื่องเดียว คุณอาเล่นหนังมากี่เรื่องคะ เล่าให้หนูฟังได้มั้ย”</p>
<p>“ปี 2514 หนูคงยังไม่เกิด หนังสมัยอาต่างจากหนังสมัยนี้ที่หนูเล่น ต่างกัน ต่างกันมาก สมัยอา อาเล่นบทพระเอกที่เก่งเรื่องปืนผาหน้าไม้ เป็นทั้งนักรักและนักรบ” เธอหัวเราะพอใจคำว่าเป็นทั้งนักรักและนักรบของผม “ใช่ เพอร์เฟกต์ แมน แต่พระเอกสมัยหนูไม่ใช่อย่างนี้ พระเอกบางเรื่องยังเปลี่ยนหลอดไฟไม่เป็นเลย”</p>
<p>ผมทำได้ดี เราต่างหัวเราะ</p>
<p>“แต่หนูว่า คนดูสมัยนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับหน้าตาของนักแสดงมากอย่างเมื่อก่อน หนูชอบหม่ำ จ๊กม๊ก ในหนังเรื่องเฉิ่ม เขาดูสมบทบาทดีในหนังเรื่องนั้น”</p>
<p>“นั่นน่ะสิ แม้แต่ตลกยังเป็นพระเอกได้เลย สมัยอาไม่มีทางนะ อาก็คิดอย่างที่หนูพูดนั่นแหละ นี่คือเหตุผลหนึ่งที่อารับเล่นเรื่องนี้ หลังจากที่ไม่ได้เล่นหนังมานาน นานเกือบ 30 ปี แต่ถ้าหม่ำบ่อยๆ เข้า มันก็เฝือนะ” </p>
<p>“ใช่คะ บางช่วงก็ผี ตลก กระเทย หนูว่านี่แหละหนังไทยไม่พัฒนาก็อย่างนี้ แต่หนูก็เริ่มเบื่อหนังไทยที่ชอบมาเฉลยสาเหตุของตัวละครท้ายเรื่องเพื่อให้คนดูรู้สึกคาดไม่ถึง หักมุมกันทุกเรื่อง หนูล่ะเบื่อ มันเป็นสูตรสำเร็จเกินไป หนูไม่ชอบเลย แต่ดูคุณอาก็หัวสมัยใหม่ดีนะคะ คุยแล้วไม่รู้สึกเหมือนคุยกับคนรุ่นคุณอาเลย” เธอหยุดพูดแล้วหันมาจ้องหน้าผมอย่างเอาจริงเอาจัง “แต่ดูๆ ไปคุณอายังดูไม่แก่เลย แถมยังหล่ออีกต่างหาก”</p>
<p>คำพูดของเด็กสาวกวักมือเรียกความหนาวหวนย้อนกลับมา อย่า! ผมเตือนตัวเองว่านี่เป็นเพียงคำพูดที่ไม่ได้มีความรู้สึกอื่นใดแอบแฝง มันเป็นเพียงคำพูดตามความรู้สึกระดับพื้นผิวของเด็กสาวคนหนึ่งเท่านั้น แต่สายตาผมมันไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่ง แอบลอบมองจี้รูปปลาวาฬของเธอจนได้</p>
<p>รูปร่างผอมเพรียวของหญิงสาวหลายต่อหลายร่างค่อยค่อยทำให้ความรู้สึกผมขยะแขยงร่างท้วมอ้วนเผละของมาลี แต่เรื่องมันผ่านมาแล้ว ผมไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งใดได้อีก ว่ากันตามตรง หากมีใครที่ทรงอิทธิฤทธิ์ประทานโอกาสในการย้อนกลับไปแก้ไขอดีต ผมตอบตัวเองไม่ได้ว่า ผมอยากกลับไปเปลี่ยนแปลงอดีตหรือไม่</p>
<p>ผมลำเลียงเบียร์ก้นกระป๋องสู่ลำคอ ก่อนขอตัวเด็กสาวไปเติมเบียร์ที่บ้านพักผู้กำกับ เธอลุกวิ่งนำหน้าผมเพื่อไปหิ้วเบียร์ในส่วนของเธอเอง จังหวะไหวพะเยิบของส่วนนั้นภายใต้กางเกงยีนส์รัดรึงทำให้สายตาของผมต้องเบือนหนี</p>
<p>เมื่อถึงบ้านพักผู้กำกับ เราได้เบียร์มาคนละสองกระป๋อง แล้วเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ริมหาดที่เดิม และคุยกันเรื่องหนังต่อ จัดได้ว่าเธอเป็นคอหนังคุณภาพ คุณภาพในบรรทัดฐานของผม เธอชอบหนังยุโรปมากกว่าฮอลลีวู้ด ไม่แปลกที่ผู้กำกับหนุ่มคนนี้เลือกเธอมาเล่นหนังที่เตรียมตัวขาดทุนตั้งแต่ยังถ่ายทำไม่เสร็จ  </p>
<p>-6-<br />
มือเรียวบางของเธอยื่นซองบุหรี่สีเขียวยี่ห้อ Marlboro light mental พร้อมกับไลท์เตอร์สีเดียวกับดวงอาทิตย์เมื่อตอนเย็น พร้อมกับคำถามว่าผมใส่เสื้อสีอะไร</p>
<p>“หา! ใส่เสื้อสีอะไร?”</p>
<p>“หนูหมายถึงระหว่างสีเหลืองกับสีแดง”</p>
<p>“……..”</p>
<p>-7-<br />
ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา วงการหนังไทยคึกคักพอสมควร ผมหมายถึงหนังฟอร์มเล็กที่สามารถไปหาที่ยืนได้ในต่างประเทศ ผมชอบหนังพวกนี้มากกว่าหนังที่จา พนมเล่น แต่หากเป็นเมื่อสามสิบปีก่อนผมคงคิดตรงข้ามจากตอนนี้ ไม่รู้เพราะอะไร ผมจึงชอบดูหนังที่ตัวละครแสดงความรู้สึกรู้สาของความเป็นมนุษย์ออกมาจริงๆ ไม่ใช่มนุษย์จำลองบนแผ่นเซลลูลอยด์</p>
<p>อาจเพราะสิ่งที่ผมกระทำต่อมาลีก็เป็นได้ นี่ผมหวนคิดถึงเธออีกแล้ว</p>
<p>ด้วยฐานะพระเอกในยุคนั้น ทำให้ผมไม่มีพีธีแต่งงานเช่นคู่รักคู่อื่นๆ แต่มาลีก็ไม่ได้แสดงอาการน้อยเนื้อต่ำใจ เพราะเธอเข้าใจสถานะของผมและความรู้สึกของคนดูหนังในยุคนั้น ความรักเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอสำหรับมาลี ผมกล้าพูดว่าในเวลานั้น เธออาจเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด จนมันกลับหัวกลับหางในอีกหลายสิบปีต่อมา วันที่มาลีค้นพบความจริงระหว่างเธอกับผม ซึ่งมันเคยเป็นความลับของผมเพียงผู้เดียว</p>
<p>ความจริงแล้ว ผมไม่ได้ตั้งใจจะหลอกมาลีหรอก ทั้งนี้ก็ไม่เชื่อ หากเธอจะคิดว่าผมเป็นเหมือนตัวละครที่แสดง คงน่าเศร้าเกินไป หากหญิงคนหนึ่งเลือกแต่งงานกับชายคนหนึ่ง ซึ่งเธอคิดว่าเขาต้องเป็นตัวแทนของคุณความดีในภาพยนตร์ และเธอคาดหวังว่านอกจอ เขาจะเป็นเช่นนั้น<br />
ชีวิตนอกจอไม่ได้เป็นเหมือนในจอ ผมไม่หนักแน่น ทั้งยังโลเล ไม่อยากใช้คำว่าอ่อนไหว เพราะมันดูดีเกินไป ยิ่งเมื่อเราทั้งคู่ผ่านช่วงเวลาของการใช้ชีวิตคู่มาหลายสิบปี แต่เวลาในตัวผมกลับย้อนทวน ผมรู้สึกเป็นหนุ่มขึ้นทุกเมื่อ มันหมายถึงว่าผมต้องการมีความรักกับหญิงสาวที่มีเรือนร่างสวยงาม ผมรักมาลี แต่อยากลองมีอะไรกับคนอื่น และผมก็ได้ลองทำมัน<br />
นี่กระมังคือเหตุผลที่ทำให้ผมชอบดูหนังที่มันแสดงความเป็นมนุษย์ออกมา </p>
<p>-8-<br />
“ต้องใช้เวลาคิดนานขนาดนั้นเลยหรือคะ” เธอกระแอมก่อนถาม ผมบอกขอจิบเบียร์คิดอีกสักหน่อย</p>
<p>เธอยิ้มให้ก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ผมอาศัยความมึนเมาจากเบียร์ในกระป๋องย้อนคิดไปหาตัวเองเมื่อสามสิบปีที่แล้วอีกครั้ง ในวันที่ผมมีความคิดว่า การกระทำแบบหนึ่งเหมาะสมหากอยู่ในขอบเขตการแสดงของบทพระเอก การกระทำแบบหนึ่งไม่เหมาะสมหากอยู่ในการแสดงของผู้ร้าย โลกภาพยนตร์ในความคิดผมมันเคยเป็นเช่นนี้ จนวันที่ผมได้ทำให้มาลีเสียใจนั่นแหละ ผมจึงดูหนังอย่างสนุกและเข้าใจมันมากขึ้น ผมเริ่มอนุโลมการกระทำแบบหล่อๆ ของผู้ร้ายในหนังบางเรื่อง ผมยอมรับพระเอกที่นอกใจภรรยา มีชู้ ติดยา เบื่อเมีย อยากมีอะไรกับแม่ ฯลฯ แน่นอน ว่าผมยังให้ความสำคัญในสีดำสีขาว เพียงแต่วันนี้ผมเข้าใจและเท่าทันมันมากขึ้น</p>
<p>ไม่รู้ว่าเธอยังรอคำตอบจากผมอยู่หรือเปล่า ผมลอบมองเธอที่กำลังดูอะไรบางอย่างในโทรศัพท์มือถือ แสงสว่างสีขาวจากหน้าจออาบใบหน้าเธอโดดเด่น ไรผมข้างใบหูพลิ้วเล่นลมทะเล ขนตางอนขับเน้นให้ความหวานประทับดวงตา จมูกเล็กแต่โด่งทำให้เธอดูเป็นผู้หญิงที่ถูกดูแลมาอย่างดี และริมฝีปากบนที่เชิดแสดงลักษณะหยิ่งเล็กน้อย จู่ๆ ผมจินตนาการไปถึงช่วงเวลาที่กำลังจูบเธอท่ามกลางแสงสีส้มสุกปลั่งทว่าโอนโยนต่อดวงตา จำไม่ได้ว่าใครเป็นฝ่ายยื่นลิ้นออกมาก่อน หากเธอเป็นฝ่ายยื่นมันออกมาก่อน นั่นหมายถึงอะไร ผมคิดว่าบางครั้งเราก็ต่างคิดเข้าข้างตัวเอง แต่ความคิดค่อยค่อยทำงานไปตามสายตาที่ไล่ลงสัมผัสไปตามเรือนร่างที่มีเสื้อผ้าปกปิดของเธอ แม้หน้าอกเธอจะเล็ก แต่มีบางสิ่งฉายถึงความเย้ายวนในตัว </p>
<p>ผมได้แต่หลับตานึกภาพก่อนจะค่อยค่อยจูบเธอท่ามกลางความมืดสีน้ำเงิน •</p>
<p>ธันวาคม 2551</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/veerapong.wordpress.com/49/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/veerapong.wordpress.com/49/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/veerapong.wordpress.com/49/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/veerapong.wordpress.com/49/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/veerapong.wordpress.com/49/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/veerapong.wordpress.com/49/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/veerapong.wordpress.com/49/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/veerapong.wordpress.com/49/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/veerapong.wordpress.com/49/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/veerapong.wordpress.com/49/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/veerapong.wordpress.com/49/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/veerapong.wordpress.com/49/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/veerapong.wordpress.com/49/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/veerapong.wordpress.com/49/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=veerapong.wordpress.com&amp;blog=2668691&amp;post=49&amp;subd=veerapong&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://veerapong.wordpress.com/2010/01/04/%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/77a9d6a6a27b2c23750a78c313e20e0d?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">veerapong-is-me</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>
